
เก็บตกเดี่ยว 7
เบื้องหลัง “อาร์ตตัวแม่” “แร็พแหล่การเมือง” และเรื่องนั่นนี่ก่อนถึงเดี่ยว 8
มีคนถามว่าไม่เร็วไปหน่อยหรือที่จะสัมภาษณ์อุดม แต้พานิช ทั้งๆ ที่เพิ่งคุยกันในคอลัมน์เดียวกันนี้ก่อนการเดี่ยวไมโครโฟนครั้งที่ 7 ไปเมื่อช่วงต้นปี ตอบกลับไปว่าคนอื่นอาจเร็วไป แต่สำหรับผู้ชายอารมณ์ดีคนนี้ “ไม่หรอก”
เชื่อว่าถึงตอนนี้คนไทยค่อนประเทศคงได้ฮากับ “เดี่ยว 7” ไปเรียบร้อย จะด้วยการนั่งชมแบบสดๆ หรือชมผ่านบันทึกการแสดงสดก็ตามแต่สะดวก (จะด้วยแผ่นจริงหรือแผ่นผีก็ตามแต่ศรัทธา) หลังเสียงหัวเราะ สิ่งที่ทำให้เราอดทึ่งไม่ได้ก็คือความสามารถของเขา จะมีสักกี่คนในประเทศที่ทำให้คนหัวเราะร่าได้เกือบ 3 ชั่วโมง เขาปล่อยมุกอย่างไม่ยั้ง และถึงตอนนี้ ต่อให้ปิดไมค์ ก็ใช่ว่ามุกจะหมด
เนื่องในโอกาสที่อุดมกลับมาขึ้นปกสุดสัปดาห์ ด้วยวัย 40 อัพ เราจึงขอคุยกับเขาอีกครั้ง แต่วันนี้เขาไม่ต้องมายิงมุก เพราะแค่ตามเก็บมุกที่หล่นอยู่บนเวทีก็แทบไม่มีพื้นที่ให้ลงแล้ว
“ครั้งล่าสุดที่ขึ้นปก สุดสัปดาห์ นี่นานมากแล้ว ผมเองก็ไม่คิดว่าจะได้กลับมาอีกครั้งนะเพราะคิดว่าเราคงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายแล้ว”
ก็แค่วัยเท่านั้นแหละครับ จริงๆ มีคนรักโน้ตเพียบ
คุณก็ปากหวานไปเรื่อย...
จำได้ไหมครับว่าถ่ายปกครั้งล่าสุดเมื่อไหร่
จำไม่ค่อยได้แล้ว
อะไรคือความต่างระหว่างครั้งนั้นกับครั้งนี้
สภาพพื้นผิวบนใบหน้า
นอกจากพื้นผิวหน้าและผมบนศีรษะแล้ว อายุสอนอะไรบ้างครับ
ความช้า ผมว่ามีประโยชน์มาก ช้าแล้วทำให้ชัด อะไรที่ไม่เคยเห็นก็เห็น รู้สึกว่า
ตัวเองใจเย็นขึ้น ทำอะไรด้วยความทะเยอทะยานน้อยลง และไม่พยายามทำอะไรจนเกินไป เมื่อก่อนเวลาทำอะไรจะมีความพยายามสูง ยกตัวอย่างการเดี่ยว ครั้งนี้เป็นการเดี่ยวที่รู้สึกว่าสบายที่สุด เหมือนค้นเจอจังหวะการเล่าแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน เดี่ยวครั้งก่อนๆ แม้ว่าคนดูข้างล่างจะเห็นว่าเราสบาย แต่ในใจเราเหนื่อยมาก แต่ครั้งนี้เหมือนเดินอยู่ในบ้านของตัวเอง มีคนเข้ามาในห้องรับแขกแล้วเราเล่าเรื่องให้เขาฟัง ยอมรับกับความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้ทุกอย่าง ลืมก็บอกว่าลืม กินน้ำไปนึกไป เมื่อเรารู้สึกสบาย ความสบายมันจะถูกส่งไปหาคนดูโดยธรรมชาติ เดี่ยวครั้งนี้เลยกลายเป็นเดี่ยวที่...ผมว่าดีที่สุดตั้งแต่เคยทำมานะ นี่คือที่เรารู้สึกนะ แต่ฝั่งคนดูคิดยังไง ไม่รู้
เดี่ยวครั้งไหนที่รู้สึกเล่าด้วยความรู้สึกไม่สบายที่สุด
เดี่ยว 3 ผมพยายามมากไป เดี่ยว 1 เป็นความไร้เดียงสา ความใหม่ ตะกุกตะกัก ติดๆ ขัดๆ เดี่ยว 2 พอตั้งไข่ได้ เต็มไปด้วยความกล้าหาญ ไม่กลัวที่จะทำอะไรพลาด เป็นพลังคนหนุ่ม ตอนนั้นอายุ 20 กว่าๆ เอง กล้าขึ้นไปร้องเพลง ด้นสด เสี่ยงตาย แต่เดี่ยว 3 เริ่มมีความพยายาม ร้องเพลงก็ร้อง เต้นก็เต้น มีฉากเป็นรถหลายๆ คันซ้อนกัน เวทีก็ใหญ่ แต่โชคดีที่เกิดขึ้นตอนนั้น ที่ชอบมากขึ้นน่าจะเป็นเดี่ยว 5 องค์ประกอบลงตัว ถ้าเป็นภาพเขียนเขาเรียกว่า Good Combination เดี่ยว 6 ถือว่าเสมอตัว แต่มาเดี่ยว 7 เหมือนหลุดไปในพรมแดนอะไรสักอย่าง จริงอยู่ว่านาน แต่เราปรารถนาที่จะให้มันนาน เพราะมีเรื่องเล่าเยอะ ไม่รู้ละ อยากเล่า
เห็นแผ่นผีออกมาแล้ว
ครั้งนี้ผมไม่ได้ทำเอง ผมขายลิขสิทธิ์ให้บริษัทพีรามิดไปทำ สำหรับผม มองว่าธุรกิจด้านนี้ตายไปแล้ว จึงไม่หวังจากยอดส่วนแบ่ง บริษัทไหนทำได้ก็ให้เขาไป เห็นแผ่นผีก็มองในมุมที่ว่า ผลงานของเราได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างและกระจายไปในตลาดที่เขาอาจจะไม่เคยสนใจดู (หัวเราะ)
ตอนทำขายเองคิดจะจัดการกับการก๊อปปี้ตรงนี้ไหมครับ
ผมเหมือนปลงและรู้อยู่แก่ใจ ผมว่าการทำเทปผีซีดีเถื่อนต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล ทุกคนรู้ว่าผลิตยังไง วางขายตรงไหน แต่ยังอยู่ได้ แสดงว่าต้องมีบางอย่างอยู่เบื้องหลังแน่ๆ ไม่งั้นโดนปราบไปนานแล้ว
ที่บอกว่าเงินน้อยเลยต้องกลับมาเดี่ยวอีกครั้งเป็นความจริงหรือมุกครับ
เป็นความจริงครับ คนเรามีเงินก็ต้องใช้ บนธนบัตรก็เขียนไว้ว่า “ชำระหนี้ได้ตาม
กฎหมาย” คนมีเงินอยู่ในแบงก์ ถามว่ารวยจริงหรือ ผมเคยหาเงินได้ก้อนใหญ่ วันหนึ่งโดนคนโกงไป ยังไม่ทันได้ใช้ เลยคิดว่าเมื่อเป็นคนหาก็ต้องใช้เอง แม้คนอื่นมองว่า โอ้โห ไร้สาระ มัวเอาไปเที่ยวไปจ่าย อยากให้เข้าใจว่าเราหาด้วยหยาดเหงื่อ อีกอย่างผมเรียนไม่สูง การท่องเที่ยวจึงเหมือนการศึกษานอกโรงเรียน สิ่งที่นำมาเขียนมาเล่าเกิดจากการท่องเที่ยวพบปะผู้คนทั้งสิ้น
คนชอบคิดว่าเก็บเงินไว้ก่อน แล้วจะได้มีความสุขตอนบั้นปลาย
มีใครรู้บ้างว่าเราจะมีชีวิตอยู่ถึงบั้นปลาย หลายคนทำงาน 365 วันเพื่อมีวันหยุดยาวแค่ 10 วัน ผมทำอย่างนั้นไม่ได้ ชีวิตผมคือทำงาน ท่องเที่ยวหาประสบการณ์ใหม่ๆ นำประสบการณ์นั้นมาสร้างเป็นงาน มีรายได้เลี้ยงชีพ ช่วยเหลือเกื้อกูลตนเองและญาติ พี่น้อง แล้วกลับมาทำงานใหม่ อย่างอาโกวของผมที่เสียชีวิตไป แกทำงานหนักเพื่อเก็บเงิน คิดไว้ว่าถึงบั้นปลายจะไปเที่ยวเมืองจีน ทำงานไม่มีวันหยุด จนวันหนึ่งมีเงินในธนาคารจริง แต่มีปัญหาเรื่องเข่า ฉี่ไม่เป็นเวลา ไปก็เป็นภาระ เงินที่ตัวเองหามาก็มีคนมายืมไป กลายเป็นว่าไม่ได้ใช้ พอป่วยก็ต้องเอาเงินไปให้หมอ ผมไม่ขอเป็นอย่างนั้น ผมแบ่งชีวิตเป็น 50 - 50 คือทำงาน 50 เที่ยวอีก 50 ที่สำคัญ ทำงานกับเที่ยวไม่แยกกัน ทำงานกับเล่นสำหรับผมเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน
ทราบว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกแล้ว
ใช่ เร็วๆ นี้ จะไปดูงาน Design Festa เป็นเทศกาลรวมศิลปินหน้าใหม่ๆ ของญี่ปุ่นหลายพันคน และมีงานนิทรรศการของ 100% design ด้วย คราวนี้จะไปอนเซ็น ปกติจะแยกชายหญิงใช่ไหม แต่คราวนี้จะไปแบบรวมอาจจะมีอาม่งอาม่าอาบน้ำอยู่ เผื่อจะได้เรื่องมาเล่าให้ฟัง
เงินส่วนใหญ่หมดไปกับอะไรมากที่สุดครับ
ท่องเที่ยว เราไม่แต่งรถ ไม่สะสม พระเครื่อง ไม่บ้าแบรนด์เนม ทุ่มกับการเที่ยวอย่างเดียว อย่างญี่ปุ่นนี่ชอบมาก เวลาอยู่ที่นั่น จ่ายเงินแทบไม่เคยคำนวณว่าเป็นเงินไทยแล้วคิดเป็นกี่บาท คิดซะว่าเราเป็นคนญี่ปุ่น กลับมาค่อยหาเงินหูตูบอีกที