|
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (ทิม)
หนุ่มวัย 29 ปี ปัจจุบันศึกษาปริญญาโทด้านการเมืองการปกครอง สาขาภาวะผู้นำที่ John
F. Kennedy School of Government, Harvard University และด้านบริหารธุรกิจที่
Sloan, Massachusetts Institute of Technology (M.I.T) สหรัฐอเมริกา ขณะที่อีกบทบาท
เขาเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทซีอีโอ อกริฟู้ด ผู้ผลิตและส่งออกพืชผลทางการเกษตร
(น้ำมันรำข้าว) ยอดขายหลักพันล้านต่อปี เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกัน
สุดสัปดาห์รู้สึกประทับใจแนวคิดและมุมมองของเขาที่มีต่อโลกกลมๆ ใบนี้
และนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นในการร่อนจดหมายข้ามโลกจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของอเมริกามาถึงไทย |
ผมเชื่อว่าถึงแม้โศกนาฏกรรมแผ่นดินไหวในเฮติจะผ่านมาได้ค่อนเดือนแล้ว
แต่สถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของเฮติก็ยังเต็มไปด้วยความทรมานและยากลำบาก
เนื่องจากเฮติเป็นประเทศที่ไม่มั่งคั่งและมีภาครัฐที่อ่อนแอ
ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง คำถามที่น่าสนใจก็คือ
ความช่วยเหลือในระยะฉุกเฉิน (Emergency Response)
จะมีต่อเนื่องไปจนเป็นความช่วยเหลือในระยะยาว (Nation Building)
ได้อย่างไร
คำถามนี้มีการถกเถียงกันอย่างมากมายที่ฮาร์วาร์ด
ผมมีเพื่อนที่ตีสควอชด้วยกันเป็นประจำทุกสัปดาห์เป็นคนเฮติ ชื่อ Rene Aubry
ล่าสุดอาทิตย์ที่แล้วผมมีโอกาสพูดคุยกับเขาถึงปัญหาต่างๆ
ในเฮติตอนนี้ เรเน่บอกว่า ในระยะสั้น
ถึงแม้จะมีทีมศัลยแพทย์กู้ภัยจากต่างประเทศได้เข้าไปช่วยเหลือ รวมถึงมีปัจจัย 4
และเงินทองหลั่งไหลไปที่เฮติ แต่การช่วยเหลือเหล่านี้มีปัญหาอยู่ 2 ประเด็นหลัก คือ
หนึ่ง เป็นการช่วยเหลือแบบผิวเผิน และสอง เป็นการช่วยเหลือโดยไม่มีการประสานงาน
ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ
เมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันทางธรรมชาติเกิดขึ้น
พูดถึงการช่วยเหลือแบบผิวเผิน
ตอนผมแวะพักเครื่องที่ญี่ปุ่นก่อนกลับบอสตันได้อ่านหนังสือพิมพ์ที่สนามบินฉบับหนึ่ง
เขียนว่า “เฮติเป็นโอกาสทองสำหรับญี่ปุ่นที่จะเอาพื้นที่คืนจากประชาคมโลก” พูดง่ายๆ
ว่าญี่ปุ่นสามารถเข้าไปมีบทบาทในเรื่องนี้เพื่อสร้างหน้าตาใหม่อีกรอบ
ซึ่งก็คงไม่ผิดอะไร แต่เรื่องน่าคิดคือ
หากการช่วยเหลือนั้นเป็นแบบไม่คำนึงถึงความต้องการของเฮติ คำนึงถึงแค่ว่า
แต่ละประเทศมีผลผลิตส่วนเกินอะไรที่ไม่ต้องการ (dumping) แล้วจึงส่งมาให้เฮติ
ประกอบกับการช่วยเหลือกระจุกตัว
ไม่มีการกระจายออกสู่ประชาชนทุกภาคส่วนก็จะทำให้เกิดการจลาจลบ่อยครั้ง
ซึ่งเรเน่เพื่อนผมกล่าวว่า
วิธีการช่วยเหลือที่เป็นไปอย่างผิวเผินนี้จะยิ่งทำให้โกลาหลกันมากขึ้นด้วยซ้ำไป
ส่วนการช่วยเหลือโดยไม่มีการประสานงาน
อาจารย์ฮาร์วาร์ดท่านหนึ่งถามนักเรียนในห้องง่ายๆ ว่า
“เวลาได้ยินข่าวเฮติตามโทรทัศน์หรือหน้าหนังสือพิมพ์ เคยได้ยินคำว่า UN บ่อยแค่ไหน”
ผมจึงฉุกคิดขึ้นมาว่า ตั้งแต่ได้ยินข่าวภัยพิบัตินี้ เราได้ยินเกี่ยวกับ UN
น้อยมากจริงๆ
นี่เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงถึงความล้มเหลวขององค์การสหประชาชาติเพราะเมื่อ UN
ไม่ทำหน้าที่หน่วยงานกลางในการประสานงานกับประเทศต่างๆ
ปัญหาจึงเกิดขึ้นตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น

ในระยะยาว สิ่งที่ทุกคนกลัวก็คือ
เมื่อเฮติถูกลืมหรือลบออกจากหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์จะเป็นอย่างไร
ผมนึกถึงตอนโศกนาฏกรรมสึนามิที่เกิดในประเทศไทย ช่วงแรกๆ
ก็มีคนสนใจคอยให้ความช่วยเหลือเยียวยา
หลังจากนั้นรัฐบาลไทยก็เป็นเจ้าภาพสานต่อเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
ในขณะที่เฮติอาจไม่มีความสามารถพอจะทำอย่างนั้นเพราะแค่ลำพังไม่มีแผ่นดินไหว
รัฐบาลก็แทบประคับประคองประเทศไม่ได้อยู่แล้ว รูมเมทผมเคยไปทำงานในเฮติ
เขาบอกว่าเป็นประเทศที่โหดร้ายมาก มีการยิงกันตลอดเวลา และระบบต่างๆ
ในประเทศไม่ทำงานตามกลไกที่เหมาะสม ที่เห็นชัดๆ คือ เมื่อปี 2008
เกิดวิกฤตราคาสินค้าอาหารแพงขึ้นเป็นประวัติการณ์เนื่องจากน้ำมันแพง
เฮติก็เป็นหนึ่งในประเทศที่รัฐบาลโดนขับไล่
เนื่องจากไม่สามารถแก้ปัญหาราคาสินค้าได้
และความรุนแรงก็มีให้เห็นบ่อยขนาดที่คนไทยอย่างเราๆ
คิดไม่ถึงทีเดียว สำหรับสถานการณ์ทางนี้
ถึงฮาร์วาร์ดจะเป็นเพียงมหาวิทยาลัยไม่มีอำนาจหรือทรัพยากรที่จะช่วยเฮติได้
แต่เหล่านักเรียนหลายกลุ่มหลายพวกก็มารวมตัวกันเพื่อที่จะ 1) ระดมทรัพย์ 2)
ระดมสมองเพื่อช่วยเฮติต่อไป ในการระดมทรัพย์
กลุ่มนักเรียนฮาร์วาร์ดมีการจัดแสดงคอนเสิร์ตจัดโดย Ryu Goto นักไวโอลินระดับโลก
Charlie Albright และ Malcolm Campbell นักเปียโนแจ๊สจัดคอนเสิร์ต “Harvard for
Haiti” เรี่ยไรเงิน มีการจัดงาน G9/9 งานอ่านบทกลอน แน่นอนว่างานเหล่านี้
เด็กเฮติที่เรียนอยู่เป็นตัวแม่ในการจัดการ
เด็กเหล่านี้เป็นหัวกะทิของประเทศที่ย้ายมาอยู่ในอเมริกา
ส่วนในชุมชนรอบๆ ช่วยเหลือกันอย่างเป็นวรรคเป็นเวร ร้านกาแฟ มีการจัดการเรี่ยไร
ร้านเสื้อผ้า ร้านของแต่งบ้าน
ก็มีการช่วยนำเข้าสินค้าเฮติหรือโปรโมตฝีมือของช่างฝีมือชาวเฮติ
โดยหวังว่าจะเป็นความช่วยเหลืออย่างยั่งยืนมากขึ้น
ในการระดมสมอง
กลุ่มนักเรียนกับอาจารย์ก็ร่วมกันวางแผนช่วยเหลือเพื่อจะสร้างความเข้มแข็งให้เฮติในระยะยาว
ที่โรงเรียน Harvard Kennedy School
มีอาจารย์ที่สอนเกี่ยวกับภาวะผู้นำและการเมืองต่างประเทศเก่งๆ
หลายท่านเคยเป็นอดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีหลายสมัย รวมถึงนักเรียนหัวการเมือง
นักพัฒนาทั้งหลาย
รวมถึงเรเน่เพื่อนรักผมซึ่งตอนนี้ไปอยู่ที่สาธารณรัฐโดมินิกันเพื่อช่วยเฮติให้เต็มที่
เหล่านักเรียนและคณาจารย์เหล่านี้กลับมองเห็นโอกาสในวิกฤตที่จะวางรากฐานให้เฮติ
โดยมีคำถามสำคัญที่ผมได้ยินบ่อยๆ นอกจากว่า “จะช่วยเฮติอย่างไร” คือ
“จะช่วยเฮติอย่างไรให้คงเป็นความเฮติอยู่”
ไม่ใช่เป็นประเทศที่มีกลิ่นอายความเป็นฝรั่งเศส หรืออเมริกา หรือประเทศใดก็ตาม
ปัญหานี้ไม่ต่างจากในอิรักหรืออัฟกานิสถานที่ยังค้างคาคอยหลอกหลอนอเมริกามาจนถึงทุกวันนี้
ข้อสรุปที่ได้คือ ปัญหาโศกนาฏกรรมนี้จะกลายเป็นโอกาสได้ต้องเปลี่ยน “The Worst
Functions Country”
ให้เป็นประเทศที่ให้ร่มเงาแก่ผู้คนชาวเฮติต่อไปได้โดยใช้วิธีดังต่อไปนี้
1) สร้างสถาบันตำรวจให้มีอำนาจควบคุมความเรียบร้อยของประเทศ
(Petrol Force) เพราะเฮติเป็นประเทศที่อันตรายและป่าเถื่อนมาก
อาจารย์ผมจึงค่อนข้างจะเห็นพ้องตรงกันว่า “สถาบันตำรวจเพื่อควบคุมความรุนแรง”
มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ นอกเหนือจากปัจจัย 4
ในการนี้หลายประเทศอาจจำเป็นต้องส่งกองกำลังไปเพื่อช่วยอบรมฟื้นฟูและสร้างสถาบันตำรวจของเฮติขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
2) สร้างสาธารณูปโภคและเส้นทางคมนาคม
ผมได้ยินจากเพื่อนชาวจีนว่าประเทศจีนมีความคิดจะให้ความช่วยเหลือด้านการก่อสร้างเหมือนอย่างที่เคยเข้าไปช่วยหลายประเทศในแอฟริกา
(ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจีนมีบทบาทในแอฟริกาเป็นอย่างมาก
โดยช่วยสร้างสาธารณูปโภคแลกกับทรัพยากรน้ำมัน แร่ธาตุ กับการเปิดตลาดให้สินค้าจีน)
อย่างไรก็ตาม
ความจริงใจในการช่วยเหลือเหล่านี้อาจต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบ
3) สร้างฐานเศรษฐกิจและตลาดเสรี
เพื่อให้เฮติยืนอยู่ได้เองมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องสร้างฐานเศรษฐกิจและตลาดให้สินค้าจำพวกกาแฟ
น้ำมัน โกโก้ และมะม่วง
วิธีนี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมความมั่งคั่งให้คนเฮติในอนาคต
นอกจากนี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเฮติก็มีศักยภาพสูงมากเช่นกัน เพราะจริงๆ แล้ว
ตอนนี้บางส่วนของประเทศที่ไม่โดนผลกระทบก็ยังมีนักท่องเที่ยวอยู่พอสมควร
สามข้อที่เขียนมานี้อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง
แต่ถือเป็นสิ่งสำคัญและมีความเป็นไปได้มากที่สุด
ส่วนเรื่องกฎหมายและระบบตุลาการต่างๆ
แม้จะมีความจำเป็นแต่คงไม่สามารถแก้ไขได้ในเร็ววัน
แน่นอนว่าเขียนถึงเฮติ
แล้วผมหันมามองประเทศไทยและคิดถึงความโชคดีของเราที่ดีกว่าเขามาก
ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี ถึงประเทศเราจะมีปัญหาอยู่พอสมควร
แต่ประเทศไหนบ้างครับไม่มีปัญหา ผมจะเขียนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เรียกร้องไปเรื่อยๆ ว่า
ห้ามหมดความหวังกับประเทศไทย ขอให้มองไปข้างหน้า
แม้ว่าจะยังไม่รู้วิธีจัดการทุกเรื่องก็ไม่เป็นไร
ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้มครับ |