|
ผมเป็นสาวกตัวเป้งของ Apple ครับ ตอนนี้ใช้ Desktop, MacBook Pro, iPad, iPod, iTunes และกำลังรอ iPhone 4G เมื่อกลับไปสหรัฐอเมริกา แต่ไม่ได้ใช้ทั้งหมดในที่เดียวกันนะครับ บางชิ้นใช้อยู่เมืองไทย บางชิ้นก็อยู่ที่อเมริกา คราวนี้ผมอยากจะพูดถึง “iPad” ของเล่นชิ้นใหม่ที่ขายไปได้ถึง 2 ล้านเครื่องหลังจากปล่อยของในอเมริกาเมื่อเดือนเมษายน ส่วนเดือนมิถุนายนเป็นคิวของยุโรปและญี่ปุ่น
iPad มีระบบ Wi-Fi กับ 3G Wi-Fi มีให้เลือก 3 ขนาด ราคาเฉลี่ยๆ น่าจะประมาณ 600 เหรียญสหรัฐ คูณด้วยอัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทก็ประมาณ 20,000 บาท สรุปเล่นๆ แล้วที่อเมริกา iPad ทำเงินให้บริษัทประมาณสี่หมื่นล้านบาทในเวลาแค่ 2 - 3 เดือน เยอะกว่ารายได้มวลรวมตลอดทั้งปีของหลายๆ ประเทศ โลกนี้ไม่ยุติธรรมเลยใช่ไหมครับ ถึงจะเป็นสินค้าใหม่ แต่เพื่อนๆ ทราบหรือไม่ครับว่าเมื่อ 17 ปีที่แล้ว (!) Steve Jobs ซีอีโอของ Apple เคยคิดว่าสักวัน Tablet PC ที่เป็นผู้ช่วยในการทำงานแบบดิจิทัลจะต้องเป็นที่ต้องการแน่ๆ เขาจึงออก The Apple Newton MessagePad 100 (เสิร์ช Google ดูรูปนะครับ) ซึ่งถึงตอนนั้นจะไม่ได้การตอบรับที่ดี Steve Jobs ก็ยังเก็บความคิดนี้ไว้แล้วมาชำระแค้นตลาด Tablet PC ในอีก 17 ปีให้หลัง
บ้านผมในบอสตันอยู่ข้างๆ ร้าน Apple จึงได้ iPad มาครอบครองเป็นคนแรกๆ และหลังจากใช้ไปได้ไม่นาน ผมก็สรุปได้ว่าผมได้ iPad เครื่องนี้มาฟรีๆ โดยมีเหตุผลหลัก 3 ประการดังนี้ครับ 1) iPad เป็นได้ทั้ง Digital Photo Frame + Kindle Reader + เครื่องเล่น DVD เคลื่อนที่ในรถ ก่อน iPad จะออก ผมกำลังจะซื้อสินค้าทั้งสามชนิดนี้แยกกัน เนื่องจากผมอยากได้กรอบรูปภาพดิจิทัลมาแต่งห้องเอาไว้ดูรูปคนสำคัญของผมจากเมืองไทย รูปจะได้เปลี่ยนง่ายๆ อยากได้ Kindle เพื่อใช้สำหรับอ่านหนังสือ เพราะค่าหนังสือถูกกว่าซื้อแบบเป็นเล่ม และอยากได้เครื่องเล่น DVD ติดรถเอาไว้เพราะผมเบื่อเวลาเดินทางนานๆ ถ้าไม่มี iPad ที่อเมริกาทั้งสามอย่างนี้ก็ปาเข้าไป 600 เหรียญสหรัฐแล้ว 2) อ่านหนังสือใน iPad แทนหนังสือธรรมดา ผมลดค่าหนังสือ ค่าแมกกาซีนไปได้หลายพันต่อเดือน ที่สำคัญคือผมซื้อหนังสือเรียนผ่าน iPad ได้ด้วย ขออนุญาตอธิบายนิดหนึ่งว่าหนังสือเรียนที่อเมริกาแพงมาก วิชาหนึ่ง 200 เหรียญสหรัฐ (6,600 บาท) ถือว่าธรรมดา เทอมหนึ่งผมเรียน 5 วิชาก็ลดค่าใช้จ่ายไปได้หลายหมื่นบาทเลยทีเดียว ข้อเสียอาจจะมีบ้างคือ ตอนแรกบางคนจะไม่ชินกับการอ่านแบบนี้ แต่ตอนหลังจะรู้สึกสบายตาขึ้น ไม่มีปัญหาครับ และหน้าจอของ iPad เองก็ปรับได้เช่นกัน 3) สำหรับคนที่อยู่เมริกา สามารถฟังเพลงฟรีจากโปรแกรม Pandora ดูหนังฟรีจาก ABC หรือดูในราคาถูกจาก Netflix ยังไม่นับตัวโปรแกรม (Application) ต่างๆ ที่ทาง Apple ผลิตขึ้นมาเหมือนเป็น “กล่องดำ” ของ Apple มีโปรแกรมแปลกใหม่ที่ใช้ได้จริงในชีวิต เช่น “Evernote” เหมือนเรามีสมองเพิ่มขึ้นอีก 1 ก้อนไว้เก็บข้อมูลต่างๆ ที่อยู่รอบตัว เช่น นามบัตร คลิป นิตยสาร สิ่งต่างๆ ที่สามารถถ่ายรูปได้รวมถึง Voicenote แถมเราสามารถอัพโหลดข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ Account ของเรา แล้วเรียกดูทีหลังโดยเรียงลำดับข้อมูลตามหัวข้อ ตามชื่อคน ตามลายมือของเราก็ยังได้ เพราะ Evernote มีระบบ Data Recognition ตามตัวหนังสือ นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมค้นหาร้านอาหาร สอนกีตาร์ สอนเปียโน ปรับรูปถ่ายให้เป็นขาว - ดำ ทำให้ชีวิตทำอะไรได้เร็ว สนุก และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับผู้อ่านในเมืองไทยที่กำลังจะใช้ iPad ผมมีข้อแนะนำดังนี้ครับว่า 1) หาเพื่อนที่มีบัตรเครดิตในอเมริกาเพื่อใช้ iTunes และดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นให้ หรือ 2) Jailbreak เครื่องตามร้านคอมพิวเตอร์หรือร้านมือถือทั่วไป (เลือกแบบไม่ผิดกฎหมายนะครับ) 3) ซื้อแบบ 3G แล้วเปลี่ยนซิมได้ที่ Dtac หรือ True (ถ้าแบบไม่มี 3G ก็ใช้แล็ปท็อปที่คุณมีอยู่แล้วได้นะครับ) ถ้ามี 3G จะสามารถใช้ได้ดีในต่างจังหวัดในระดับหนึ่ง ซึ่งผมว่าดีกว่าใช้ iPod Touch มากครับ 4) อย่าซื้อแบบที่มีความจุมากนัก เนื่องจากเพื่อนผมที่ MIT ซึ่งกำลังฝึกงานอยู่ในสำนักงานใหญ่ของ Apple บอกมาว่าเวอร์ชั่น 2 - 3 กำลังจะออกมาแบบมีกล้องในตัวหรือพับได้ให้เล็กลงไปอีก ถ้าคุณผู้อ่านซื้อแบบใหญ่เกินก็จะใช้ไม่หมด แล้วรุ่นใหม่ออกมาจะเสียใจนะครับ อันนี้อาจเป็นข่าวลือก็ได้ แต่เพื่อนผมบอกว่าความลับสุดยอดครับ ซึ่งคงไม่ลับแล้วละถ้าผมเอามาบอกชาว สุดสัปดาห์ หมดแล้วแบบนี้
อาทิตย์ที่ผ่านมาผมเพิ่งจอง iPhone 4G ด้วยเหตุผลว่า เมื่อเทียบกับรูปลักษณ์และฟังก์ชันใหม่ๆ นับว่าราคาไม่แพงเกินไปสำหรับคนที่อยู่ในอเมริกา ขณะที่คนไทยหลายท่านบอกไม่รู้จะเอาไปทำไม บ่นอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า 3G ยังไม่มีให้ใช้เต็มที่เลย ฟังแล้วก็อยากพูดถึง 3G สักนิด ผมเคยอ่านพบในหนังสือพิมพ์สักฉบับนี่แหละว่า ไทยเราเป็นประเทศสุดท้ายใน ASEAN ที่ไม่มี 3G ใช้ (พม่าก็มีแล้ว) ผมมาลองเช็กคร่าวๆ ในอินเทอร์เน็ตแล้วพอจะเห็นได้ว่าเป็นความจริง ส่วนเวียดนาม พ่อหนุ่มเนื้อหอมที่หลายสื่อบอกว่าได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากวิกฤติการเมืองของไทยก็กำลังจะปล่อย 4G ตามแรงดึงดูดของโลกแล้ว แรงดึงดูดที่จะดึงองค์ความรู้ไปสู่กระแสแห่งข้อมูลข่าวสารแบบนี้กลายเป็นบริบทของโลกใบใหม่ไปแล้ว รบกวนผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีอำนาจผู้เกี่ยวข้องในประเทศไทยช่วยพิจารณาด้วยครับ
Pita’s Top 5 Applications 1. Evernote - ฟังก์ชันหลากหลายใช้งานได้จริง 2. Masque - ผมชอบถ่ายภาพ 3. Pocketpond - หย่อนใจ คลายเครียด 4. Dragon Dictation - ข้อมูลสมบูรณ์พร้อมใช้ 5. NBA Game Live - เกมสุดโปรด
|

ปัจจุบัน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (ทิม) ศึกษาปริญญาโทด้านการเมืองการปกครอง สาขาภาวะผู้นำที่ John F.Kennedy School of Government, Harvard University และด้านบริหารธุรกิจที่ Sloan, Massachusetts Institute of Technology (MIT) อีกบทบาทเขาเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทซีอีโอ อกริฟู้ด ผู้ผลิตและส่งออกพืชผลทางการเกษตร “สุดสัปดาห์” ประทับใจแนวคิดและมุมมองของเขาที่มีต่อโลกกลมๆ ใบนี้ และนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นการร่อนจดหมายจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของอเมริกามาถึงไทย | |