|
ฉบับที่แล้วผมเล่าถึงประเทศญี่ปุ่นซึ่งช่วงนี้ผมมาฝึกงานอยู่เป็นเวลาสองเดือน โดยขออนุญาตคุณผู้อ่านใช้กรอบ “ง่าย - ยาก - หนัก - เบา” ในการเล่าสู่กันฟัง
เรื่อง “ง่าย - ยาก” คุยกันไปแล้ว ทีนี้ก็มาถึงเรื่องหนักๆ ของประเทศนี้กันบ้าง มีให้ปวดหัวกันได้ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม ทางด้านการเมือง รัฐสภาของญี่ปุ่นก็เหมือนเกมเก้าอี้ดนตรีที่นายกฯจะโดนโละทีละคนด้วยความรวดเร็ว ตั้งแต่ท่านโคะอิซุมิจากพรรค “Liberal Democratic Party” (LDP) ก้าวลงจากตำแหน่งเมื่อปี 2006 ญี่ปุ่นมีนายกฯมาแล้ว 5 คนในระยะเวลาแค่ 4 ปี ท่านอะเบะ, ฟุกุดะ, อะโซะ, ฮะโตะยะมะ แล้วก็นายกฯคนปัจจุบัน – ท่านนะโอะโตะ คัง ท่านนายกฯรายล่าสุดนี้เป็นคนของพรรค “Democratic Party of Japan” (DPJ) ซึ่งยื้ออำนาจมาเป็นของฝ่ายพรรค DPJ หลังจากฮะโตะยะมะชนะการเลือกตั้ง แต่ปัจจุบัน (ปลายเดือนกรกฎาคม ก่อนผมส่งต้นฉบับนี้) ความนิยมในตัวนายกฯและพรรค DPJ ก็ถดถอยลงมาอีก หนังสือพิมพ์รวมทั้งเพื่อนชาวญี่ปุ่นของผมต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักถึงความน่าเบื่อนี้ว่า “ไม่มีใครดีกว่าใครในญี่ปุ่น” ซึ่งดูจะเป็นสัจธรรมการเมืองที่เหมือนกันทั้งโลก ว่าไหมครับ ว่ากันว่าปัญหาเศรษฐกิจเป็นต้นตอที่แท้จริงของเก้าอี้ดนตรีนายกฯ ครับ “2 ทศวรรษที่หายไป” เป็นคำพูดที่ฝังอยู่ในหัวคนญี่ปุ่นจำนวนมากที่คิดว่าญี่ปุ่นไม่เป็น “Nippon Ichiban” หรือ “ญี่ปุ่นที่หนึ่ง” อีกต่อไปเศรษฐกิจญี่ปุ่นถดถอย หลายฝ่ายกล่าวโทษความนิ่งนอนใจของรัฐบาลที่พึ่งพาเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรมมากจนเกินไป บ้างก็กล่าวโทษการศึกษา การไม่รู้ภาษาอังกฤษ การรักชาติมากเกินเหตุ และอินเทอร์เน็ตที่ทำให้โลกแบนลงจนชาติอื่น เช่น จีน อินเดีย เกาหลีใต้ วิ่งตามญี่ปุ่นได้ใกล้เคียงมากขึ้น ช่องว่างของระดับการแข่งขันแคบลงอย่างเห็นได้ชัด จากการสังเกตของผม เห็นได้ชัดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศแห่งระบบและโครงสร้าง เขามีระบบสาธารณูปโภคที่เร็ว แต่คนใช้ระบบช้า ผมหมายความว่าอะไร ยกตัวอย่างนะครับ ชินกันเซ็นเป็น “ระบบขนส่ง” ที่เร็วมาก แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าพนักงานเชื่องช้า กว่าจะเปิดดูตารางรถวิ่งใช้เวลาเกือบ 10 นาที ยังไงๆ ผมก็ตกรถไฟอยู่ดี เรื่องนี้คอนเฟิร์มโดยคนญี่ปุ่นเอง รวมถึงพี่ๆ น้องๆ ชาวไทยและฝรั่งที่ไปเจอเหตุการณ์นี้ตามสถานีต่างๆ แต่ละคนตกรถไฟไป 1 - 2 ชั่วโมงเพราะพนักงาน “ช้า” กว่าจะซื้อตั๋วได้ ชินกันเซ็นก็ออกไปก่อนแล้ว ที่เขียนมานี้ไม่ได้ว่าของเขาไม่ดีนะครับ แต่ผมแอบลองนึกเอาเองว่า ถ้าระบบเร็วแล้วคนเร็วด้วย ทุกอย่างคงจะสะพัดไปอีกหลายสิบเท่าแล้วญี่ปุ่นจะกลับมาเป็นมหาอำนาจอีกครั้งหนึ่ง ยกอีกตัวอย่างสั้นๆ ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่าระยะเวลาสองวันที่รถไฟสาย Tozan ควันขึ้น มีผู้โดยสารติดแหง็กกันกี่คน --- 140,000 คนครับ! นี่เป็นข้อเสียอีกอย่างของการพึ่งระบบมากเกินไป โดยเฉพาะระบบที่เชื่อมต่อกัน เรียกว่าเสียแค่สตางค์เดียว แต่ผลกระทบหลายบาท แม้กระทั่งคนญี่ปุ่นยังตามระบบที่ตัวเองสร้างไว้ตรงนี้ไม่ทัน ประเทศไทยซึ่งกำลังพยายามสร้างเครือข่ายขนส่งมวลชนตรงนี้อยู่ ไม่ว่าจะรถไฟฟ้าหรือรถประจำทางก็น่าจะศึกษาจุดอ่อนเรื่องนี้ไว้บ้างนะครับ
--- อ่านเพิ่มเติมในเล่มนะครับ ---
|

ปัจจุบัน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (ทิม) ศึกษาปริญญาโทด้านการเมืองการปกครอง สาขาภาวะผู้นำที่ John F.Kennedy School of Government, Harvard University และด้านบริหารธุรกิจที่ Sloan, Massachusetts Institute of Technology (MIT) อีกบทบาทเขาเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทซีอีโอ อกริฟู้ด ผู้ผลิตและส่งออกพืชผลทางการเกษตร “สุดสัปดาห์” ประทับใจแนวคิดและมุมมองของเขาที่มีต่อโลกกลมๆ ใบนี้ และนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นการร่อนจดหมายจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของอเมริกามาถึงไทย | |
|