ไม่หวั่นแม้วัน(น้ำ)มามาก

ไม่หวั่นแม้วัน(น้ำ)มามาก

     ผมเขียนจดหมายฉบับนี้จากปราณบุรี (วันที่ 25 ตุลาคม) ที่ซึ่งผมพาคุณแม่แยกออกมาจากทีวีที่มีแต่ข่าวน้ำท่วมจนความเครียดท่วมหัว ตัวผมเองก็เหน็ดเหนื่อยกับการสะดุ้งตื่นเพื่อรับโทรศัพท์เรื่องน้ำท่วมโรงงานที่อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จนเรื่องซาและโรงงานปลอดภัยดี จึงตัดสินใจว่าถึงเวลาไปพักผ่อนให้ไกล

     ตอนมาถึงปากน้ำปราณฯทำเอาผมผงะ เพราะน้ำทะเลที่นี่เต็มไปด้วยผักตบชวา ขยะเกยชายหาดและน้ำดำผิดปกติ สอบถามชาวบ้านก็ได้ความว่า ปีนี้แย่ผิดปกติเป็นอย่างมาก คงเพราะมีน้ำมาจากแม่น้ำพาขยะปฏิกูลมาถึงที่นี่ ผมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงการแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นปัญหาที่จะตามมาอีกในอนาคต

     คุณผู้อ่านเคยคิดไหมครับว่า “ขั้นตอน” กับ “วงจร” นี่มันคนละเรื่องกัน

     “ปัญหา” ที่แก้ไขด้วย “ขั้นตอนอันปราศจากแนวทาง” แก้ไขมักจะนำมา “วงจรปัญหา” พูดง่ายๆ คือ ทำให้เกิดปัญหาใหม่ซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก แค่มองดูจากทะเลตอนนี้ก็เหนื่อยใจมากๆ เลยครับ ก็แค่ปัญหาที่มีมวลน้ำอยู่มหาศาลยังหาทางออกไม่ได้ แล้วยังไม่มีขั้นตอนในการแก้ปัญหาที่ดี ทีนี้ละครับ วงจรปัญหาที่จะตามมาจะใหญ่หลวงมาก ประเทศไทยต้องเข้มแข็งครับ

     โดยส่วนตัวผมชอบอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ มาก ตามอ่านงานของท่านตลอด อยากเจอตัวจริงเหมือนเป็นแฟนคลับเลยทีเดียว ท่านเคยเขียนบทความ “การเมือง เรื่องน้ำท่วม” ไว้เมื่อปี 2549 ใจความว่า

     น้ำท่วมในบ้านเราเป็น “มนุษยตภัย” มากกว่า “มหันตภัย” กั้นน้ำไม่ให้เข้าพื้นที่ของเขตฐานเสียงตัวเอง ทั้งๆ ที่ตามหลักการนั้น น้ำต้องไหลจากสูงลงต่ำ และเขตที่อยู่ต่ำต้องเสียสละเพื่อให้ผันน้ำลงทะเลมากที่สุด

     นอกจากนี้การทำคันน้ำควรทำเพื่อบังคับทิศทางน้ำเท่านั้น การกั้นน้ำนั้นผิดมหันต์ในหลักวิศวกรรม เพราะน้ำจะมีมวลและอัตราความเร็ว (Velocity) รุนแรง การทำงานจึงต้องมีพื้นที่เสียสละและมีการร่วมมือกัน
จากทุกส่วน ทุกจังหวัด ทุกหน่วยงาน ว่าแล้วผมก็วางปากกาเงยหน้ามาดูทีวีแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองยังแยกกันแถลงอยู่เลย แค่ท่านอยู่กันคนละพรรคแต่ทำงานด้วยกันไม่ได้ แถลงร่วมกันไม่ได้ ก็คงมีการร่วมมือกันอย่างจริงใจไม่ได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่าขาด Bipartisanship หรือ Political
Maturity หรือวุฒิภาวะทางการเมือง “การเมือง เรื่องน้ำท่วม” อย่างที่อาจารย์นิธิว่าจริงๆ

     น้ำท่วมโรงงานที่สิงห์บุรีคราวนี้ทำให้ผมพลอยมีประสบการณ์ตรงกับปัญหาครั้งนี้ไปด้วย วันแรกไปดูน้ำที่จะตลบหลังมาจากท่าวุ้ง ลพบุรี ตอนนั้นน้ำอยู่ห่างจากโรงงาน 10 กิโลเมตร วันที่ 2 ขับรถไปดูอีกรอบ ตกใจ เหลืออีกแค่ 2 กิโลเมตร วันที่สามไปดูอีกทีไม่ต้องขับรถแล้วเพราะเหลือ 50 เมตร ผมต้องสั่งถอดมอเตอร์เครื่องจักรขึ้นชั้น 2 ยกของกันอลหม่าน ก่ออิฐ ก่อปูน เช่าโรงแรมเล็กๆ ให้พนักงานอยู่ เอาถุงยังชีพไปแจกประชาชนแล้วก็แก้ปัญหาไปจนได้ แต่ผมยังไม่ไว้ใจว่าต่อไปนี้ประเทศไทยจะมีปัญหาอย่างนี้ต่อไปอีกกี่ครั้ง ดินน้ำลมไฟเป็นของธรรมชาติบริหารยาก ทางเลือกไม่มี

     แต่ก็อย่างที่ผมเคยพูดไว้ “ปัญหามา ปัญญามี” หวังว่าน้ำครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนประเทศสักทีครับ


กระดาษ ปากกา ประภาคาร   No.691 (16 NOVEMBER 2011)

Topic ล่าสุด
« Back2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11Next »
Copyright © Amarin Printing and Publishing Company Limited.