สยบ 4 ปัญหาผิวไม่น่ามอง

210

B1

รักแร้ดำ

รักแร้ดําเป็นทั้งอุปสรรคในการสวมใส่เสื้อผ้าโชว์วงแขน แถมยังทําให้ผู้หญิงรู้สึกอับอายเกินบรรยาย

สาเหตุ

1.พันธุกรรม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากพ่อแม่เรามีผิวคล้ำรักแร้ย่อมมีสีคล้ำง่ายกว่าคนผิวขาว

2.รูปร่างอวบอ้วนจนผิวเสียดสีกันและอับชื้น ส่งผลให้ผิวใต้วงแขนดําคล้ำขึ้นได้

3.อาการระคายเคืองจากการแพ้สารเคมี แอลกอฮอล์ น้ำหอม สารกันเสียหรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น ไตรโคซาน ไตรโคคาร์บอนและเออร์กาซาน

4.การถอนที่ก่อให้เกิดรูขุมขนอุดตัน เกิดการอักเสบ บวมแดงและมีลีคล้ำตามมาหรือการโกนขนก็ทำให้เกิดการเสียดสีจนเกิดผิวหมองคล้ำในที่สุด

5.โรคผิวหนังบางชนิด AN (Acanthosis Nigeicans) ซึ่งพบได้บ่อยในคนอ้วน โรคไตวาย เบาหวานและผิวหนังอักเสบเรื้อรัง

การรักษา

1.ถ้ารักแร้ดำเพราะเกิดจากอาการระคายเคือง ควรงดสิ่งที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง โดยเฉพาะสารส้ม ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายและน้ำหอม เพื่อสังเกตว่ารักแร้คล้ำน้อยลงหรือไม่ แต่หากจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายควรเลือกชนิดที่มีความอ่อนโยน ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและแอลกอฮอล์

2.ขณะอาบน้ำ ขัดผิวใต้วงแขนเบาๆด้วยสครับเนื้อละเอียดสัปดาห์ละ1-2ครั้งจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่หมองคล้ำให้หลุดลอกออกอย่างอ่อนโยน อาจทาครีมบํารุงผิวหน้าสูตรไวเทนนิ่งบริเวณวงแขน ก็ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้นได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนสาวเจ้าเนื้อ อาจทาแป้งฝุ่นเพื่อลดการเสียดสี

3.เลเซอร์ IPL (Intense Pulse Light) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้คลื่นแสง เพื่อรักษาส่วนที่มีปัญหาจากความผิดปกติของเม็ดสีไปพร้อมกับการกำจัดขน ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและขาวขึ้นได้ ซึ่งโดยปกติแล้วต้องยิงเลเซอร์ซ้ำอย่างน้อย 4-5 ครั้ง

B2

หลุมสิว

หลายคนมีปัญหาสิวรุมเร้าช่วงวัยรุ่น และฝากรอยหลุมไว้จนบัดนี้ทําให้ผิวหน้าดูไม่เรียบเนียนสวยอย่างที่ใจต้องการ

สาเหตุ

แผลเป็นที่เกิดจากการอักเสบของสิวที่เป็นปฏิกิริยาแบบเดียวกับการเป็นฝีหนอง ฉะนั้นหากปล่อยให้สิวมีอาการอักเสบนานๆ หรืออักเสบมากๆจะยิ่งเกิดเป็นรอยหลุมขนาดใหญ่และลึก

การรักษา

  • Fractional Ablative Resurfacing Laser (มักรู้จักกันในชื่อFraxelre:pair,Active FX,FractionalCo2, DotTherapy,TotalErbium:YAGLaserPeel,Pearl)

เป็นการยิงแสงลําเล็กๆลงไปในผิวหนัง ความร้อนจะกระตุ้นให้หนังแท้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ โดยที่จุดแสงกระทบจะมีการกรอผิวลงไปบ้าง ก่อนทําต้องทายาชาก่อน ขณะทําจะรู้สึกเหมือนใช้เข็มเล่มเล็กๆแทง หลังทําผิวจะแสบร้อนและบวมแดง แล้วจะยุบลงเองภายใน2-3วัน วันแรกๆจะเห็นเป็นสะเก็ดเล็กๆกระจายอยู่บนบริเวณผิวที่ทําซึ่งสะเก็ดจะหลุดลอกออกไปภายใน5-7วัน ควรทําเดือนละ1ครั้งติดต่อกัน4-5ครั้ง

  • Fractional Non-ablative Resurfacing Laser(มักรู้จักกันในชื่อ Fraxelre:store,Profactional,Mosaic,FineScan)

สําหรับรอยหลุมสิวที่ไม่ลึกมาก เครื่องจะยิงลําแสงให้ตกกระทบผิวเป็นจุดเล็กมากๆ ทําให้ผิวหนังบางส่วนเท่านั้นที่ถูกแสง ผิวหนังจึงมีแผลน้อยลง การสมานแผลจึงเร็วขึ้น หลังทําจะเกิดรอยแดงชัดเจนและแสบร้อนบ้าง แต่ความบวมแดงจะน้อยกว่าแบบFractionalAblative ส่วนแผลตกสะเก็ดอาจจะไม่มีหรือมีแต่น้อยกว่า ควรทําเดือนละ1ครั้ง ติดต่อกัน4-5ครั้ง

B3

คีลอยด์ (Keloid)

ปวดใจกับแผลเป็นนูน แข็ง หรือหยุ่นคล้ายยาง แถมผิวจะมัน มองเห็นชัดเจนจากผิวหนังปกติ

สาเหตุ

เกิดจากการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเนื้อเยื่อส่วนที่เป็นแผล ผิวหนังมีการสร้างเนื้อเยื่อซ่อมแซมที่มากเกินไป จนทําให้เกิดการขยายตัว

กว้างขึ้นมากกว่ารอยแผลที่เป็นอยู่ และอาจเกิดจากพันธุกรรมส่วนมากพบบริเวณผิวหนังที่ตึงตัวเช่น หลัง ไหล่ แขน ขา คอ หน้าอก และหลังหู

การรักษา

1.ใช้ยาทาแผลเป็น เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยาที่มีวิตามินอีหรือเอเป็นส่วนประกอบ เหมาะสําหรับแผลเป็นนูนเพียงเล็กน้อยและเพิ่งเกิดได้ไม่นานนัก

2.การใช้แผ่นซิลิโคนเจลปิดบริเวณแผลเป็น สําหรับแผลเป็นที่เป็นใหม่ๆ จะช่วยลดการขยายของแผลได้ โดยควรปิดบริเวณแผลทุกคืน หรืออย่างน้อยวันละ12ชั่วโมงนาน4-6เดือน ซึ่งควรเริ่มใช้หลังแผลหายใหม่ๆ จะทําให้ผิวหนังบริเวณนั้นได้รับแรงกดและความชุ่มชื่นจากแผ่นซิลิโคนเจลอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังช่วยลดอาการเจ็บ คัน และ

ช่วยให้แผลมีขนาดเล็กลงและนุ่มลงได้

3.การฉีดสเตียรอยด์ชนิดTriamcinolone acetonide(TA)เข้าส่วนที่นูนของแผลเป็นโดยตรง เดือนละครั้ง เพื่อสลายเนื้อคีลอยด์ เหมาะสําหรับแผลขนาดเล็กแต่ต้องฉีด5-6ครั้งจนกว่าแผลจะยุบลง

4.เลเซอร์Nd:YAG LaserหรือPulsed Dye LaserหรือIPLจะช่วยลดความเข้มสีของแผลเป็น และช่วยไม่ให้คีลอยด์ใหญ่มากขึ้น แต่ไม่หายเนียนเรียบสนิท

5.การผ่าตัด สามารถผ่าตัดด้วยมีดหรือเลเซอร์เพื่อเอาแผลเก่าออกแล้วเย็บแผลใหม่ เหมาะสําหรับแผลที่เกิดนานแล้ว และอาจต้องฉีดยาสลายคีลอยด์ด้วย เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นใหม่ ข้อเสียคือ ต้องอาศัยความชํานาญของแพทย์ในการเย็บแผลให้เนียนสวย

B4

ผิวแตกลาย

อาการ“แตกเนื้อสาว”มาพร้อมกับความชื่นใจว่าฉันกลายเป็นสาวสะพรั่งแล้ว และก็ถือเป็นช่วงเวลาที่ผู้หญิงเกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจนเกิดเป็นผิวแตกลายในที่สุด

สาเหตุ

เกิดจากการยืดขยายต่อเนื่องของผิวหนังและเนื้อเยื่อในเวลาอันรวดเร็ว ทําให้เกิดการทําลายโครงสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ซึ่งโดยปกติแล้วผิวหนังของคนเราสามารถปรับตัวและยืดขยายได้ตามการเจริญเติบโตของร่างกาย แต่ในกรณีที่มีการยืดขยายของผิวหนังอย่างรวดเร็วก็ส่งผลให้เกิดปัญหาผิวแตกลายอีกทั้งยังพบได้บ่อยที่สุดในคนตั้งครรภ์ บริเวณท้องหรือหน้าอก ยังพบได้ในคนที่อ้วนอย่างรวดเร็วหรือในวัยรุ่นที่กําลังสูงอย่างรวดเร็วอีกด้วย ส่วนมากผิวแตกลายจะเกิดบริเวณต้นขาด้านนอก หลังส่วนล่าง หรือสะโพกนอกจากนี้ผู้ที่รับประทานยาสเตียรอยด์หรือทาครีมที่มีสเตียรอยด์เข้มข้นสูงนานเกินไปก็ทําให้เกิดผิวแตกลายได้เช่นกัน โดยส่วนมากผิวแตกลายจะมีสองระยะคือระยะแรกจะแตกลายและเกิดรอยแดงขึ้นเนื่องจากมีการซ่อมแซมของผิวและมีเส้นเลือดฝอยเข้ามาเลี้ยงผิวบริเวณนั้นค่อนข้างมาก พอผ่านไปอีกระยะสีของรอยแตกก็จะจางลง และกลายเป็นสีขาวในที่สุด

การรักษา

จริงๆแล้วควรรักษาแต่เนิ่นๆในระยะแรกที่เริ่มเป็น เพราะหากทิ้งไว้นานจนรอยแตกลายกลายเป็นเส้นสีขาวก็จะรักษาได้ยากขึ้น

1.ทายาอนุพันธ์กรดวิตามินเอ เช่น ยากลุ่มTretinoin0.05-0.1เปอร์เซ็นต์ รอยแตกจะจางลงเพียงเล็กน้อย เหมาะสําหรับรอยแตกบริเวณเล็กๆ

2.กรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี(Microdermabrasion) หรือผลัดผิวด้วยกรดผลไม้(ChemicalPeel)เป็นการกําจัดเซลล์ผิวชั้นบนออกไปจะช่วยทําให้ผิวดูเรียบและรอยเส้นดูจางลง แต่อาจส่งผลให้ผิวหน้าบางลงในระยะแรก จึงควรหลีกเลี่ยงแสงแดด

3.เลเซอร์ทําลายรอยแดง เช่น Pulsed Dye Laser, แสงความเข้มข้นสูง(FPL,IPL) กระตุ้นคอลลาเจนและปรับสีรอยแตกให้ใกล้เคียงกับผิวปกติ ช่วยให้แผลจางลงเล็กน้อย

4.เลเซอร์Nd:YAGช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้รอยแตกดูตื้นขึ้นเล็กน้อย

5.Polaris การยิงเลเซอร์ระดับสูงถึง 400ไมครอน ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมในการรักษา ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่และบิดเกลียวคอลลาเจนเดิม ความกว้างของรอยแตกลายจึงค่อยๆเล็กลงหลังการรักษาติดต่อกัน4-5ครั้ง

6.Carboxytherapy การฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าบริเวณที่ต้องการรักษาเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดและออกซิเจนจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนซึ่งได้ผลมากกว่าข้อ3และ4แต่ค่อนข้างเจ็บกว่า

7.Fraxel Laserคล้ายการรักษาหลุมสิว เป็นการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดในเวลานี้ ได้ผลราว60-90เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป แต่ต้องอาศัยเวลารักษาแผลจากการทําเลเซอร์นานกว่ารอยแดงจะหายสนิท

เรียบเรียง : Pitchaya/Photo : Getty Images