Hokkaido Sweets Road EP1

246

HokkaidoEP1_00

บอกไว้ก่อนเลยว่าทริปนี้เป็นทริปแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวสำหรับนัก ชิม รับประกันความฟินกับบรรดาขนมฮกไกโดอันเลื่องชื่อ พาไปชม พาไปชิมกันชัด ๆ ว่า ทำไมใคร ๆ ก็หลงรักความหวานของฮกไกโดกันนัก

จากสนาม บินสุวรรณภูมิเราบินตรงไปยังสนามบิน New Chitose เมืองซัปโปะโระ จากนั้นเดินทางต่อด้วยรถบัสทัวร์ไปยังเมืองคุชิโระ ที่ตั้งของทะเลสาบอะคัง (Lake Akan) ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายแรกของเราในทริปนี้ ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงโดยประมาณ นั่งชมทิวทัศน์ไปกันเพลิน ๆ ระหว่างทางมีจุดพักรถให้แวะยืดเส้นยืดสายคลายเมื่อย ตามกฎหมายของญี่ปุ่นได้กำหนดให้คนขับรถบัสทัวร์จะต้องพักรถ 15 นาทีทุก 2 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัย จุดพักรถโดยทั่วไปมักมีร้านขายของกินของฝาก ของที่ระลึก และมีห้องน้ำสะอาด ๆ ไว้บริการ

เมืองคุชิโระเป็นเมือง ใหญ่อับดับ 4 ของเกาะฮกไกโดและตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของเกาะ เป็นอีกเมืองที่มีความโดดเด่นเรื่องความสมบูรณ์ของธรรมชาติ และยังได้ขึ้นชื่อว่า Foggy Town หรือเมืองในสายหมอก เนื่องจากมีทำเลตั้งอยู่ในที่ลุ่มชื้น โอบล้อมด้วยป่าเขาในเขตอุทยานแห่งชาติที่ลุ่มชื้นคุชิโระ (Kushiro Marshland National Park) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมไปเที่ยวทะเลสาบอะคัง ทะเลสาบขนาดใหญ่บนปากปล่องภูเขาไฟ และเป็นจุดชมธรรมชาติที่งดงาม โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ภูเขาทั้งลูกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เหลือง ส้มสลับกันไปตามแต่ชนิดของต้นไม้ ภูเขาสีแดงตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม มีผืนน้ำใสของทะเลสาบเป็นฉากหน้า เป็นภาพที่งดงามน่าประทับใจมากสำหรับทุกคนที่ได้มีโอกาสมาเห็น สำหรับคณะของเราไปในช่วงต้นเดือนตุลาคมซึ่งเป็นช่วงต้นของฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ต้นไม้ส่วนใหญ่จึงยังสีเขียวอยู่ มีแค่บางส่วนเท่านั้นที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง แต่ก็เรียกว่าสวยงามแปลกตาไปอีกแบบเหมือนกัน

เจ้าหน้าที่อุทยานพา เดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติและให้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่า พันธ์ุพืช และลักษณะภูมิศาสตร์โดยรอบ อุทยานคุชิโระนี้อยู่ในเขตภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ ถ้าเราเอามือไปอังกับก้อนหินบางก้อนจะรู้สึกได้ถึงไอความร้อนจากใต้ดิน ตลอดเส้นทางเดินจะสังเกตเห็นต้นไม้ใหญ่ ๆ ที่มีตาข่ายล้อมลำต้นไว้เพื่อกันกวางมากินเปลือกไม้ ไกด์ของเราเล่าว่าที่นี่มีสัตว์ป่าชุกชุมมาก โดยเฉพาะหมี กวาง และหมาจิ้งจอก อย่างที่เราจะสังเกตเห็นได้ง่ายเวลานั่งรถ สองข้างทางมีป้ายบอกให้ระวังหมีหรือกวางอยู่ตามริมถนน บางทีหมีจะเข้ามาหาอาหารในเขตหมู่บ้าน ซึ่งมักไม่ปลอดภัยสำหรับคนในหมู่บ้าน เลยต้องมีการจัดเวรยามเฝ้าระวังหมี จนกระทั่งหลัง ๆ กลายเป็นรายการเรียลิตี้ทางทีวีเลยก็มี

ถึงแม้ว่าหมีจะเป็นสัญลักษณ์ อีกอย่างหนึ่งของเกาะฮกไกโดแต่รัฐบาลก็อนุญาตให้ล่าได้ด้วย เพราะถือเป็นการควบคุมประชากรสัตว์ที่มากเกินไป แต่ต้องล่าในช่วงฤดูกาลที่อนุญาตเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นร้านขายหนังหมี เขากวาง หรือขนหมาจิ้งจอกอยู่ทั่วไปที่นี่ สำหรับเนื้อคนญี่ปุ่นก็เอาไปทำอาหาร หากเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตเราจะเจอเนื้อหมีกระป๋อง กวางกระป๋อง แม้กระทั่งแมวน้ำกระป๋องซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา

ในเขตอุทยานคุชิโระ ยังมีเกาะเล็ก ๆ อยู่อีก 4 เกาะ คือ โคจิมะ (Kojima) โอชิมะ (Oshima) ไยตาอิ (Yaitai) และชูรุย (Churui) ซึ่งเป็นจุดหมายของเราในครั้งนี้ บนเกาะชูรุยมีศูนย์จัดแสดงสาหร่ายมาริโมะ (Marimo Exhibition and Observation Center) เจ้าบ้านคนสำคัญและสัญลักษณ์ประจำเมืองนี้ “มาริโมะ” เป็นสาหร่ายสีเขียวก้อนกลม ๆ ของฝากยอดนิยมจากฮกไกโดที่ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่นบ้านเรา บางคนเลี้ยงมาริโมะ เพราะความแปลก ความน่ารัก บางคนก็เลี้ยงเพราะมีความเชื่อเรื่องโชคลาภและความรัก มาริโมะขนาดใหญ่สุดที่พบมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 30 เซนติเมตร ซึ่งต้องใช้เวลานับร้อยปี เพราะมันโตช้ามาก ๆ ในปีหนึ่ง ๆ จะโตไม่เกิน 5 มิลลิเมตร ทางการญี่ปุ่นจึงอนุรักษ์ไว้และถือว่าเป็นสาหร่ายใกล้สูญพันธุ์ที่พบได้ที่ ทะเลสาบอะคังแห่งเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้มันจึงเป็นสัญลักษณ์หรือแมสคอตประจำเกาะฮกไกโด โดยเฉพาะที่คุชิโระจะมีขนมหรือของฝากที่ทำเป็นรูปสาหร่ายมาริโมะน่ารัก ๆ อยู่ทั่วไป

การไปเยี่ยมชมศูนย์จัดแสดงสาหร่ายมาริโมะต้องล่องเรือไป นักท่องเที่ยวไปขึ้นเรือนำเที่ยวได้ที่ท่าเรือ Marimonosato ตั้งแต่หกโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น (ปิดให้บริการในช่วงธันวาคม – กลางเดือนเมษายน) ค่าโดยสารคนละ 1,900 เยน เรือจะออกจากท่าแล้วแล่นอ้อมไปรับคนจากท่าเรือ Kounnosato ก่อน จากนั้นจึงแล่นรอบ ๆ ทะเลสาบให้ชมความงามของธรรมชาติ ก่อนจะแวะเทียบท่าที่เกาะ ให้เราเข้าชมศูนย์จัดแสดงสาหร่ายมาริโมะ และกลับมาลงที่ท่าเรือ Marimonosato เหมือนเดิม เบ็ดเสร็จจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง

ล่องเรือชมธรรมชาติกันจน อิ่มตา คราวนี้ก็เป็นเวลาอิ่มท้องกับขบวนพาเหรดของหวานที่ยกทัพมาจากโรงแรมและร้าน ขนมชื่อดังประจำเมืองทุกร้าน ต่างนำขนมของเด็ดของดีมาพรีเซ้นต์และให้เราชิมกัน เรียกว่าครบทุกเจ้าไม่มีตกหล่น

หลังจากได้ชิมขนมกันจนจุใจ ทางเจ้าหน้าที่ก็พาเราไปเช็กอินที่โรงแรม Lake Akan Tsuruga Resort Spa Tsuruga Wings ที่พักสุดหรูของเราในคืนนี้ ตัวโรงแรมตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลสาบอะคัง อยู่ห่างจาก Ainu Kotan Folk Village (หมู่บ้านและแหล่งวัฒนธรรมพื้นเมืองดั้งเดิมของชนเผ่าไอนุ) เพียง 150 เมตร มีห้องพักหลายประเภท มีทั้งเตียงแบบตะวันตก แบบญี่ปุ่น หรือห้องพักที่มีห้องอาบน้ำพุร้อนส่วนตัว ส่วนที่น่าสนใจมาก ๆ ของที่นี่คือ บริเวณชั้นล่างของโรงแรมจะมีการจัดแสดงงานศิลปะพื้นบ้านของชนเผ่าไอนุแบบ หมุนเวียนตลอดทั้งปี เพราะชาวไอนุมีชื่อเสียงมากเรื่องงานแกะสลักไม้ โดยส่วนมากจะเป็นรูปสัตว์หรือวิถีชีวิตของชาวไอนุ

ชาวไอนุเป็นชนพื้น เมืองที่อยู่บนเกาะฮกไกโดมาก่อนที่จะมีชาวญี่ปุ่นมาอาศัย (เหมือนกับชาวอินเดียนแดงที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองก่อนที่จะมีชาวยุโรปเข้ามา) เหตุนี้เองชื่อเมืองหรือสถานที่ต่าง ๆ ในฮกไกโดหลายที่จึงเป็นภาษาไอนุ เช่น ซัปโปะโระ หรือโอะตะรุ แต่เดิมชาวไอนุดำรงชีวิตด้วยการหาของป่า ล่าสัตว์ จับปลา และมีหมีสีน้ำตาล นกฮูก และปลาแซลมอนเป็นสัญลักษณ์ที่พวกเขาบูชา ชาวไอนุมีหน้าตาคล้ายชนเผ่าอินเดียนแดงผสมกับชาวเกาะของเอเชีย ด้านความเชื่อชาวไอนุมักเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกชีวิต ทั้งต้นไม้ ภูเขา ทะเลสาบ แม่น้ำ และสัตว์ต่าง ๆ โดยเฉพาะหมี ปัจจุบันมีประชากรชาวไอนุอยู่ราว ๆ 70,000 คน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ยากจนมากที่สุดในญี่ปุ่น และมีชาวไอนุเพียง 17 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่จบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย จนกระทั่งรัฐบาลญี่ปุ่นได้รับรองชาวไอนุในฐานะชนพื้นเมืองเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2551 เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจมากขึ้น หมู่บ้านชาวไอนุในบริเวณทะเลสาบอะคังได้พัฒนาขึ้นมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิง วัฒนธรรม และได้รับความสนใจมากขึ้นทุก ๆ ปี จนในปัจจุบันอาชีพหลักของชาวไอนุที่นี่คือ ทำงานไม้แกะสลักและจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง

หลังจากมื้อค่ำซึ่งเป็น งานเลี้ยงรับรองของโรงแรม เจ้าหน้าที่พาเราไปร่วมเทศกาลบูชาไฟและชมการแสดงพื้นเมืองของชาวไอนุที่ Ainu Kotan Folk Village เทศกาลบูชาไฟหรือ Iomante Fire Festival ในปัจจุบันเป็นรูปแบบของขบวนพาเหรดแห่คบไฟจากทะเลสาบไปที่หมู่บ้านชาวไอนุ แต่ในสมัยก่อนคือพิธีกรรมส่งวิญญาณหมีกลับไปสวรรค์ เพราะมีความเชื่อกันว่าหมีคือเทพเจ้าบนสวรรค์ที่แปลงกายมาเยี่ยมโลกมนุษย์ เมื่อชาวไอนุล่าหมีมาเป็นอาหารจะต้องมีพิธีการส่งวิญญาณเทพเจ้ากลับไปสวรรค์ ด้วย การล่าหมีจะใช้ธนูยิงแม่หมีแล้วนำลูกหมีกลับมาเลี้ยงที่หมู่บ้านเพื่อเป็น อาหาร ลูกหมีอายุ 2 – 3 ปี จะถูกฆ่าในช่วงกลางฤดูหนาวเพราะเป็นช่วงที่เนื้อมีไขมันเยอะและขนหมีจะหนา ที่สุด หลังจากฆ่าหมีแล้วจะมีพิธีกรรมกันถึง 3 วัน 3 คืนเพื่อส่งวิญญาณและนำกะโหลกหมีมาประดับด้วยดอกไม้ มีอาหาร เหล้าสาเก หัวธนูเป็นเครื่องเซ่นไหว้ และมีการขอพรจากกองไฟ จากพิธีกรรมโบราณนี้เองได้กลายมาเป็นเทศกาลบูชาไฟในปัจจุบัน หัวหน้าหมู่บ้านจะถือคบไฟเดินนำลูกบ้านเป็นขบวนพาเรดคบไฟจากทะเลสาบไปยัง หมู่บ้าน

คืนนี้พวกเราเลยมีโอกาสร่วมเดินขบวนคบไฟไปพร้อม ๆ กับชาวไอนุ และปิดท้ายด้วยการแสดงของชาวไอนุที่จัดในโรงละครภายในหมู่บ้าน ก่อนจะไปพักผ่อนเก็บแรงไว้รับมือกับขนมหวานของเมืองต่อไป มีอะไรเด็ด ๆ รออยู่ข้างหน้า …

Text & Photo : Gai