คริส-สิงโต คนหล่อขอทำดีปี10 กับวิถีชุมชน-ป่า-น้ำ จังหวัดน่าน

970

วิกฤติป่าหาย น้ำหมด เมื่อครั้งอดีต สร้างปัญหาอันใหญ่หลวงให้ชาวบ้านหนองผุก ตำบลเปือ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่านอย่างใหญ่หลวง จนพวกเขาต้องย้อนกลับไปมองถึงต้นสายปลายเหตุ ก่อนจะน้อมนำพระราชดำรัสเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ของพ่อและแม่แห่งแผ่นดิน มาเป็นแนวทางแก้ปัญหา วันนี้ เมื่อบ้านหนองผุกกลับมาอุดมสมบูรณ์ ด้วยผืนป่าชุมชนที่เขียวขจี และมีน้ำใช้ตลอดปี แม้ในหน้าแล้ง สุดฯ จึงพา คริส-สิงโต (พีรวัส แสงโพธิรัตน์ และ ปราชญา เรืองโรจน์) คนหล่อขอทำดี ปี 10 ของเรา ไปลงพื้นที่ เพื่อเรียนรู้และเข้าใจ วิถีชุมชน ป่า และน้ำ ซึ่งหล่อหลอมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนทำให้ชาวบ้านผู้ทำเกษตรกรรมในพื้นที่มีกินมีใช้อย่างยั่งยืน

คริส-สิงโต

 

คริส-สิงโต ณ โรงเรียนเพียงพอ

แค่บอกว่าจะพาไปน่าน คริสและสิงโตก็ตื่นเต้นกันใหญ่ เพราะทุกวันนี้ “น่าน” ได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์มาก แถมทั้งคู่ยังไม่เคยไปจังหวัดนี้มาก่อนด้วย ความคาดหวังจึงค่อนข้างสูงทีเดียว แต่การเดินทางไกลกว่า 700 กิโลเมตรของพวกเขาในครั้งนี้ มีภารกิจที่สำคัญมากกว่าการท่องเที่ยว นั่นคือการได้ไปเห็น และลงมือทำกิจกรรมตามแนวพระราชดำริ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยตนเอง เพื่อค้นหาความหมายของคำว่า “พอเพียง” ณ บ้านหนองผุก หมู่บ้านเล็กๆ ที่ชาวบ้านทุกคน ยึดหลักการดำเนินชีวิตตามคำสอนของพ่อ จนสามารถแก้ปัญหาใหญ่ของชุมชนได้อย่างแท้จริง

จากตัวเมืองน่าน สุดฯ พาสองพี่น้องคู่เลิฟออกเดินทางอีกราว 50 กิโลเมตร มุ่งหน้าไปยังอำเภอเชียงกลาง ซึ่งเลยแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง อำเภอปัว ไปเล็กน้อย สองหนุ่มหลับๆ ตื่นๆ ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ถึงโรงเรียนบ้านหนองผุก โรงเรียนประถมขนาดเล็ก ซึ่งเป็นศูนย์รวมของคนในชุมชน วันนั้นแม้จะเป็นช่วงปิดเทอม แต่ ผอ.ฟ้า-พัทธนันท์ พิพิธนวงค์ ก็พาเด็กๆ มาต้อนรับ และร่วมทำกิจกรรมกับคนหล่อฯ อย่างพร้อมเพรียง ซึ่งนอกจากน้องๆ นักเรียนรุ่นจิ๋วแล้ว ยังมีพี่ๆ ศิษย์เก่ามาร่วมด้วยช่วยกัน ในฐานะ “กลุ่มละอ่อนฮักป่า” ที่ถูกปลูกฝังให้รักป่าไม้และแหล่งน้ำของชุมชน มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย

ก่อนจะลงมือลงแรงทำกิจกรรมในฐานแรก ผอ.ฟ้าเล่าให้คนหล่อของเราฟังว่า ถึงโรงเรียนบ้านหนองผุกจะเป็นโรงเรียนเล็กๆ แต่ก็น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาดำเนินการ โดยมีโครงการที่น่าสนใจ อย่างโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และโครงการชวนกันทำดี ปันฝันเกษตรอินทรีย์ เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริ และเป็นต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ให้เกษตรกรในชุมชน

เมื่อได้ฤกษ์งามยามดี แดดกำลังจัดได้ที่ น้องๆ นักเรียน ก็จูงมือพี่คริส พี่สิงโต ออกไปพรวนดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำต้นไม้กันริมสนามฟุตบอล ซึ่งอาจจะดูเป็นกิจกรรมธรรมดาๆ แต่จริงๆ แล้วไม่ธรรมดาเลย เพราะต้นไม้ที่ว่าเป็นต้นไม้เด่นจาก 76 จังหวัด ทั่วประเทศไทย ตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ส่วนปุ๋ยที่ใส่ลงไปก็เป็นปุ๋ยอินทรีย์ ที่ทางโรงเรียนทำไว้ใช้เอง บางส่วนก็แบ่งขายให้เกษตรกรในพื้นที่ สร้างรายได้ไว้เป็นทุนอาหารกลางวันให้เด็กๆ ที่สำคัญคือ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์แบบนี้ไม่ทำลายสารอาหารในดิน จึงดีทั้งต่อต้นไม้และดิน อืม…มีปุ๋ยดีอย่างนี้นี่เอง เราจึงเห็นทั่วโรงเรียนร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้ โดยเฉพาะบริเวณทางเข้า ที่ต้นไม้ใหญ่สองข้างทางประสานกิ่งก้านใบ จนกลายเป็นอุโมงค์ต้นไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

คริส และสิงโต ขณะเดินในอุโมงค์ต้นไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มันก็จะหวานๆ ฟินๆ หน่อยอะเนอะ

ขณะที่คริสกำลังโกยปุ๋ยลงต้นกาแฟ และสิงโตกำลังรถน้ำต้นไม้อย่างขมักขะเม้น เด็กชายสองคนก็มากระซิบกระซาบชวนคนหล่อของเราไปเก็บไข่ซะงั้น เสร็จจากงานต้นไม้ สองหนุ่มจึงเดินตามนักเรียนตัวจิ๋ว เข้าไปในเล้าไก่ที่เลี้ยงไก่ไข่ไว้กว่า 30 ตัว เรียกว่าเก็บไข่กันเพลินเลยทีเดียว ซึ่งไข่พวกนี้นอกจากจะเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารกลางวันของน้องๆ หนูๆ แล้วยังแบ่งไปขายด้วย นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังเลี้ยงปลาไว้เป็นอาหาร และเลี้ยงวัวไว้เก็บมูลมาทำปุ๋ยเองด้วย สมกับเป็นโรงเรียนพอเพียงจริงๆ

คริส-สิงโต
ให้อาหารปลากันแบบจริงจังมาก ตั้งใจไปไหมคะคริส
ช่วยน้องๆ เก็บไข่ อย่างขยันขันแข็ง งานนี้ไม่รู้ใครเก็บได้มากกว่ากันนะ

 

ร่วมปลูกหญ้าแฝก อนุรักษ์ดินและน้ำ

หลังลงแรงกันไปเบาๆ ก็ได้เวลาเพิ่มพลังด้วยอาหารเหนือง่ายๆ สไตล์ชาวบ้าน ก่อนที่จะไปออกแรงกันต่อ กับการปลูกหญ้าแฝก ที่อ่างเก็บน้ำของหมู่บ้าน

เสร็จงานภาคเช้าก็ได้เวลาพัก ยกขบวนไปกินข้าวกันจ้ะ
อาหารเหนือ ไส้อั่ว น้ำพริกอ่อง แคบหมู ลำขนาด
อิ่มแล้วก็ได้เวลาออกไปทำงานกันต่อแล้วค้าบ-บ-บ

บ้านหนองผุกเป็นชุมชนเกษตรกรรม จึงจำเป็นต้องเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยมีอ่างเก็บน้ำเพื่อการเกษตรถึง 5 แห่ง และหนึ่งในนั้นคือ อ่างเก็บน้ำเจ้าปัญหาซึ่ง พี่ยอม-พัทสินี อินทวงศ์ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลเปือ ที่พาเราไปทำกิจกรรมเล่าว่า ปีแรกที่สร้างอ่างเก็บน้ำนี้ขึ้นมา ไม่สามารถเก็บน้ำได้จริง พอหน้าแล้งน้ำจะแห้งจนไม่เหลือ อีกทั้งดินรอบสันอ่างก็ถูกชะล้าง จนน่ากลัวว่าจะพังเอาได้ง่ายๆ องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน จึงแนะนำให้คนในชุมชนช่วยกันปลูกหญ้าแฝก ตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะจะช่วยยึดดินให้สันอ่างแข็งแรง และกักเก็บน้ำได้ดีขึ้น จากที่หน้าแล้งน้ำไม่พอ ต้องแย่งกันใช้ พอมีอ่างเก็บน้ำที่ดี และแข็งแรง ก็มีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดปี

รถอีแต๊กเข้าไม่ถึง เลยต้องช่วยกันขนถุงปุ๋ย เดินเท้าเข้าไปที่อ่างเก็บน้ำกัน

ฟังแบบนี้แล้ว คริสและสิงโตก็ฮึกเหิม ต่างคนต่างคว้าจอบออกไปขุดดิน ปลูกหญ้าแฝกบนสันอ่างอย่างไม่รีรอ โดยมีลูกมือเป็นน้องๆ กลุ่มละอ่อนฮักป่า ที่ลงแรงช่วยกันอย่างแข็งขัน คนหนึ่งปลูก คนหนึ่งรดน้ำ แป๊บเดียวก็ได้แนวหญ้าแฝกเพิ่มขึ้นมา จนแทบจะเต็มสันอ่าง

ช่วยกันคนละไม้คนละมือ คนหนึ่งถือพลั่ว คนหนึ่งถือจอบ ขุดร่องลงหญ้าแฝกบนสันอ่างเก็บน้ำกัน
เหนื่อยนัก ขอพักแป๊บ
น้องๆ กลุ่มละอ่อนฮักป่า ช่วยพี่คริส พี่สิงโต ปลูกแฝกอย่างแข็งขัน
ถึงแดดจะจ้าแค่ไหน เราก็ไม่หวั่น ปลูกหญ้าแฝกกันเต็มที่มาก

พอเสร็จงานหนัก ก็เดินไปชมนิทรรศการขนาดย่อม ที่ชาวบ้านช่วยกันทำไว้ เพื่อบอกเล่าถึงประโยชน์ของการปลูกหญ้าแฝก ให้ผู้ที่สนใจได้ไปศึกษาเรียนรู้ และนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ตั้งใจศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง
สงสัยตรงไหนถามน้องๆ กลุ่มละอ่อนฮักป่าได้

ป่าชุมชน แหล่งต้นน้ำ และความอุดมสมบูรณ์

บริเวณเดียวกันกับอ่างเก็บน้ำ คือป่าชุมชนที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์มาก แต่ก่อนหน้านี้พี่ยอมเล่าว่า บ้านหนองผุกก็ไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัดน่าน ที่ป่าถูกบุกรุกทำลาย จนกลายเป็นเขาหัวโล้น แต่ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้าน ที่เห็นความสำคัญของป่าและน้ำ ตามคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระราชินี จึงช่วยกันฟื้นคืนผืนป่าให้กลับมาได้ ที่สำคัญคือ ความหวงแหนในป่าและน้ำ ถูกปลูกฝังไปยังเด็กและเยาวชนในพื้นที่ จากรุ่นสู่รุ่น จนเกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม “ละอ่อนฮักป่า” ที่พากันทำกิจกรรมอนุรักษ์ป่าและน้ำ ดูแลป่าเล็กสู่ป่าใหญ่ รักษาพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชน ทำให้ทุกวันนี้บ้านหนองผุกกลายเป็นหนึ่งในชุมชนที่มีผืนป่าอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของจังหวัดน่าน

คริสอยู่นี่ เห็นกันมั้ย ยู้ฮู!

เมื่อไปถึงที่ทั้งที คริสและสิงโตก็ไม่พลาด ตามน้องๆ กลุ่มละอ่อนฮักป่าไปพิสูจน์ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าชุมชนบ้านหนองผุกด้วยความตื่นตาตื่นใจ กับต้นไม้ใหญ่หลากลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะต้นเต็งและต้นรัง ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก แถมยังได้สูดอากาศบริสุทธิ์กันแบบเต็มๆ ปอดอีกด้วย

น้องๆ ให้ความรู้เรื่องป่าเต็งรัง ส่วนพี่คริสและพี่สิงโตนั้นก็ตั้งใจฟังกันมาก

ระหว่างทางกลางป่า เด็กชายคนหนึ่งข้อเท้าพลิก จนเดินต่อไม่ไหว พี่คริสจึงต้องพาขี่หลังให้ไปด้วยกัน

“เดินมาไกลเหนื่อยไหมเนี่ย” คนหล่อของเราถาม ขณะที่แบกน้องไว้บนหลัง

“ไม่เหนื่อยครับ พ่อเดินไกลกว่าเราเยอะ ยังไม่เหนื่อยเลย” นั่นคือคำตอบของเด็กน้อย ที่ทำให้คนฟังน้ำตารื้น

เด็กชายตัวเล็ก เดินต่อไม่ไหว พี่คริสจึงใจดีให้ขึ้นหลังไปด้วยกัน

จบวันนั้น สองพี่น้องรู้สึกไม่ต่างกันว่า การเดินทางกว่า 700 กิโลเมตรในครั้งนี้ ไม่เพียงนำพาให้พวกเขาได้ไปพบกับความหมายของคำว่า “พอเพียง” อย่างแท้จริง แต่ยังพาไปรู้จักกับเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่พร้อมจะเติบโตไปเป็นอนาคตที่ดีของชาติด้วยคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 นั่นคือ “กลุ่มละอ่อนฮักป่า” แห่งบ้านหนองผุก อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับคริสและสิงโตได้อย่างไม่มีวันลืม

 

เพื่อนๆ สามารถติดตามเรื่องราวดีๆ และภาพสวยๆ เพิ่มเติมได้ที่ : https://www.instagram.com/sudsapda/

 

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง :

นาฬิกาคู่ ดูดี แบบ Sotus S The series

ไมค์-พิรัชต์ กับภาระกิจ “คนหล่อขอทำดี ปี 10 (คนหล่อพอเพียง)

ฌอห์ณ จินดาโชติ กับภารกิจคนหล่อขอทำดี ที่มูลนิธิเพื่อนช้าง

คนหล่อขอทำดี ต่อ-สกาย ขอเป็นชาวนาหนึ่งวัน