บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ผู้ชาย หล่อ เท่ เนี๊ยบ มีสไตล์

1834

ถึงเจ้าตัวจะออกปากว่า “ผมไม่ใช่คนหล่อ” แต่เรื่องความเท่ เนี้ยบ มีสไตล์ คงไม่มีใครเถียงเพราะ สุดฯ เห็นจะจะว่านักร้อง นักดนตรี และผู้บริหาร บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ คนนี้มีทุกอย่างครบ!

“คนถามผมบ่อยว่าการที่ทำหลาย ๆ อาชีพมันไม่ขัดแย้งกันบ้างเหรอแต่ผมมองว่ามันคืองานบริการเหมือนกัน ผมเรียนเรื่องธุรกิจมาตลอดชีวิต เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ก็ต้องสร้างบริการที่ดีที่สุดให้ลูกค้า สร้างความประทับใจให้เขาอยากมาซื้อรถ มาซ่อมรถกับเรา ส่วนงานเพลงผมเป็นคนสร้างโปรดักต์ขึ้นมาด้วย การบริการคือไปออกทัวร์ เล่นคอนเสิร์ตยังไงให้คนดูอยากกลับมาดูอีก ว่าง่าย ๆ มันคือเซอร์วิสทั้งคู่ บางคนอาจจะบอกว่ามุมมองของผมไม่ใช่มุมมองของศิลปิน ก็แล้วแต่คุณ ผมทำอย่างนี้มาตลอด 15 ปี แฟนเพลงคือคนที่สามารถตอบได้ว่าสิ่งที่เราทำเรามาถูกทางหรือเปล่า

“ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยมาก ๆ ฮะ วันจันทร์ถึงศุกร์ผมทำงานออฟฟิศเสาร์อาทิตย์ผมเล่นคอนเสิร์ต เหนื่อยแต่สนุก ดนตรีเป็นอะไรที่ผมชอบ การทัวร์เป็นเหมือนโบนัสสำหรับนักดนตรี ปีที่แล้วผมอาจจะหายหน้าไปเยอะ เลือกรับงานแค่ 4 ครั้งต่อเดือน แต่ปีนี้กลับมาใหม่ เดือนที่แล้วเล่น 18 งาน เดือนนี้ (มีนาคม) ก็ประมาณ 15 งาน ผมอยากเคาะสนิม สร้างความคุ้นเคยกับการเล่นดนตรีแนวใหม่เพื่อเข้าสู่อัลบั้มใหม่

“ผมกำลังทำอัลบั้มใหม่อยู่ จริงๆ ก็ทำมานานพอสมควร เข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว เป็นอัลบั้มที่ทำนานที่สุด ห่างจากอัลบั้มเดี่ยวชุดที่แล้วประมาณ 7 ปี ตอนแรกผมทำไว้ประมาณ 13 เพลง กะว่าจะคัดเอาแต่เพลงที่คิดว่าดีที่สุดเป็นเพลงร้องประมาณ 7-8 เพลง ซึ่งตอนนี้มีแล้ว 6 อีก 2 เพลงยังแต่งเนื้อไม่เสร็จ ด้วยวิธีการทำงานในแบบของผม ผมชอบเล่าเรื่องโดยสอดแทรกเพลงบรรเลง มี Interlude มี Intro Outro เพราะคิดว่าการฟังเพลง 1 อัลบั้มเราไม่จำเป็นต้องฟังเพลงที่มีเนื้อร้องทั้งหมด 10 เพลง เหมือนกับเวลาดูหนังก็จะมีบางช่วงที่มีเพลงบรรเลงเข้ามา มีเพลงไตเติ้ล มีเพลงสวีตในฉากที่พระเอกแสดงความรักต่อนางเอก มีเพลงตอนจบ ซึ่งผมมองอัลบั้มของตัวเองเป็นหนัง 1 เรื่องมาตลอด”

(สุดฯ : มีแต่คนบอกว่าเดี๋ยวนี้เขาฟังเพลงเป็นซิงเกิ้ลกัน ทำไมบุรินทร์ยังเชื่อในการทำอัลบั้ม) “อาจเพราะแก่มั้ง (หัวเราะ) ไม่หรอกครับ ผมก็เคยทำซิงเกิ้ลออกมาเหมือนกัน แต่ยังอยากเล่าเรื่องให้ครบมากกว่า อย่างอัลบั้มที่แล้ว
‘Gran Turismo’ เป็นหนังแอ๊คชั่นปี 68 ขับรถไล่ล่ากัน มีอินโทรเปิดตัวพระเอกผู้ร้ายมา นางเอกมา พระเอกนางเอกพบรักกัน พระเอกโดนยิงตาย อะไรแบบนั้น ถ้าเราจะเสพอะไรสักอย่างมันต้องเสพให้ครบ ไม่อย่างนั้นก็เหมือนกับการดูหนังแค่ 15 นาทีแล้วเดินออก ผมคิดว่ายังไงก็คงจะทำอัลบั้มอยู่ แต่วิธีการปล่อยเพลงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

“เมื่อก่อนปล่อยทีทั้งอัลบั้ม ทำให้บางเพลงที่ไม่ถูกโปรโมตถูกทิ้งอยู่ในลิ้นชักยิ่งสมัยนั้นไม่มียูทูบ ค่ายเพลงเล็กๆ ก็ไม่มีช่องทีวีโปรโมต ต้องไปดูคอนเสิร์ตอย่างเดียว ยุคผมนี่ยุคบุกเบิกของการเล่นในผับ สมัยวัยรุ่นผมเที่ยวเธ็คนะไม่ได้เรียกว่าผับ ผับบาร์เพิ่งมาเฟื่องฟูตอนยุค 90 ยุคเบเกอรี่ ซึ่งเราก็โตมากับมัน เลยเป็นพวกที่ต้องเล่นสดตลอดเวลา

“10-15 ปีที่ผมทำดนตรี ผมทำดนตรียุค 70 ที่เป็นดิสโก้ ขยายความเป็น 70 มาไม่รู้เท่าไหร่ ถ้ายังทำเพลงในแนวทางนี้ต่อไปมันไม่สนุกสำหรับคนทำ แล้วมันก็คงไม่สนุกสำหรับผู้บริโภคด้วย ฉะนั้นในอัลบั้มใหม่ผมเลยคิดว่าเราต้องลองทำเพลงด้วยวิธีการใหม่ๆ ดู แนวเพลงก็ยังเป็นโซล (Soul) เหมือนเดิม ดิสโก้ฟังก์ มันก็คือโซล แต่คราวนี้ผมโฟกัสไปที่ดนตรียุค 80 ซึ่งเมื่อก่อนสักประมาณ 20 ปีที่แล้วผมมองว่ามันเชย แต่พอโตขึ้น เริ่มได้ฟังอะไรมากขึ้น ถึงเห็นว่าดนตรีมันหยุดที่ยุค 80 หลังจากนั้นมันไม่มีอะไรใหม่ ตั้งแต่ยุค 20 ถึง 80 เนี่ยแต่ละยุคมันจะมีคาแร็คเตอร์เฉพาะ ฟังปุ๊บบอกได้ทันทีว่าเพลงนี้คือเพลงยุคไหน 90 ก็ยังพอจำได้ แต่หลัง 2000 มาเนี่ย ผมมองว่ามันเป็นการดึงกลิ่นอายของยุคก่อนมาใช้

“วิธีการทำงานสำหรับอัลบั้มนี้ก็เปลี่ยนไปเยอะ เมื่อก่อนเวลาทำอัลบั้มผมจะเรียกทีมงานทั้งหมดมารวมตัวกันในห้องซ้อม ผมอยากได้อะไรก็บอกเขา แล้วเราก็เล่นกันเลย ชอบปุ๊บเอาเลย แต่ครั้งนี้แตกต่างจากสิ่งที่เราเคยทำมาตลอด อย่างแรกชุดนี้ไม่มีเครื่องเป่าซึ่งถือเป็นซิกเนเจอร์ของผมเลยก็ว่าได้ เราใช้ซินทีไซเซอร์หรือเครื่องสังเคราะห์แทน นั่นก็คือคีย์บอร์ด อัลบั้มเดี่ยวชุดที่แล้วผมใช้ทีมงานเกือบร้อยคน ใช้เครื่องสายออร์เคสตรา 50 ชิ้น มาชุดนี้ผมใช้หลักๆ แค่ 5 ชิ้น กีตาร์ เบส กลอง คีย์บอร์ด และเสียงร้อง เพราะอะไร เพราะดนตรียุค 80 มันคือยุคอิเล็กทรอนิกส์รุ่นแรก เริ่มใช้กลองไฟฟ้าใช้ซินทีไซเซอร์กดแทนเครื่องเป่า ผมไปขุดเอาของเก่าๆ ทั้งหมดในยุคนั้นมาใช้เพื่อให้ได้ซาวนด์ที่ตรงรุ่นกันมากที่สุด พออายุมากขึ้นผมอยากทำอะไรที่มันน้อยลงแต่อยู่ได้นาน ใช้คติ Less is More เรารู้แนวทางของตัวเองอย่างชัดเจนรู้ว่าเราชอบอะไร อยากทำอะไร

“ผมทำ Pre-production เป็นครั้งแรกในการทำงาน ขึ้นเพลงด้วยคอมพิวเตอร์เลือกซาวนด์ทุกอย่างก่อนเล่นจริงเพื่อให้ได้เสียงที่ตรงใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เลือกทีมงานเอง

“มือเบสชื่อนาทาน อีสต์ (Nathan East) เป็นคนดำ เคยร่วมงานกับไมเคิล แจ๊คสัน ในอัลบั้ม ‘ทริลเลอร์’ ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ผมชอบที่สุดในยุคนั้น ผมบังเอิญได้เจอและพูดคุยกับเขาระหว่างที่เขามาทัวร์เมืองไทย เลยชวนมาทำงานร่วมกันซึ่งการทำงานกับมืออาชีพมันง่ายและมีความสุข ผมส่งเพลงให้เขาฟังคืนหนึ่งก่อนที่เราจะเจอกันที่ห้องอัด เขาใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง อัดเพลงละ 1 เทคทั้งอัลบั้ม ผมเปิดเพลงปั๊บ เขาเล่นปึ๊บๆๆ เสร็จเลย ผมเลยบอกให้เขาแถมให้อีกเพลงละ 1 เทคไว้ให้ผมเลือก พาออกไปกินไก่ย่างส้มตำ (หัวเราะ) กลับมาเล่นต่อจนจบเซ็กชั่น รวมเวลากินไก่แล้วใช้เวลาแค่ 3 – 4 ชั่วโมง เร็วมาก

“มือกลองของผมก็เป็นคนดำชื่อเจย์ แจ๊คสัน (Jay Jackson) ตีให้ศิลปินดังๆ ที่อเมริกามากมาย เราพัฒนาซาวนด์ร่วมกัน มีเพลงเพลงหนึ่งชื่อ เธอเท่านั้น เป็นเพลงที่ผมแต่งให้ภรรยา ที่มาของซาวนด์กลองเพลงนี้ตลกมาก คือเราตีกันอยู่นานเพื่อให้ได้ซาวนด์กลองที่ผมต้องการ ปรับจูนไปเรื่อยๆ สุดท้ายเราเอาหมอนเก่าๆ ของหมาพี่บอล อพาร์ตเมนต์คุณป้า (กันต์ รุจิณรงค์) ไปแปะไว้ข้างล่าง ถึงได้ซาวนด์แบบนั้นมา

“มือกลองอีกคนคือพี่มาตร (มาตรชัย มะกรูดทอง) กีตาร์มี 2 คนเหมือนเดิมคือ พี่บอล อพาร์ตเมนต์คุณป้า กับพี่กั้ง (อดิศักดิ์ หัตถกุลโกวิท) คีย์บอร์ดคือน้องที่ชื่อกวิน เป็นโคโปรดิวเซอร์ของผมด้วย ส่วนคนเขียนเพลงเป็นผมกับอะตอม (ชนกันต์ รัตนอุดม)

“สามารถพูดได้ว่าช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ผมทำงานมากที่สุด โฟกัสกับงานทุกๆ อย่าง ตอนอายุ 20 ไม่ใช่แบบนี้ ตอนนั้นขาผมเหยียบอยู่ในวงการดนตรีเต็มๆ เพราะสิ่งที่เราต้องการไขว่คว้าทางด้านดนตรีมันมีเยอะกว่า พออายุ 30 ภาระหน้าที่มันเริ่มมากขึ้น 40 ปุ๊บภาระหน้าที่มากที่สุด นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมอัลบั้มนี้ถึงได้ช้า เพราะผมแบ่งเวลาไปทำธุรกิจของครอบครัว ซึ่งภายในปีนี้ผมจะเริ่มต้นธุรกิจใหม่อีก 2 อย่าง ดังนั้นความท้าทายของผมในตอนนี้คือสิ่ง
ใหม่ๆ ที่กำลังทำครับ”

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ 

5 ดาราชายสุดแซ่บ เชื่อมั้ย? พวกเขาอายุเท่ากัน!!!

6 ดาราชาย แต่งชุดไทยย้อนยุค แล้วเท่เว่อร์!!

ดาราชายแต่งหญิง สวยและแซ่บมากค่ะคุณขา!!