น้อย วงพรู หนุ่มหล่ออมตะ

1867

เวลาอาจเป็นศัตรูตัวร้ายของใครหลายๆ คนแต่ไม่ใช่สำหรับชายคนนี้ ยิ่งนานวันยิ่งสะสมความมีเสน่ห์ เท่ ดูดี ชนิดที่ “เวลาฆ่าไม่ตาย!” เขาคือศิลปินที่มีความเท่เฉพาะตัว มีความ “สุด” ในทุกอย่างที่ทำ ไม่ว่าจะร้องเพลง เล่นคอนเสิร์ต หรือแสดงภาพยนตร์ ไม่มีครั้งไหนที่เขาจะไม่ทุ่มเทวิญญาณลงไป นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนถึงได้จดจำและคิดถึงพี่น้อย – กฤษดา หรือพี่น้อย วงพรู เสมอ

“เกือบ 10 ปีแล้วที่ผมไม่ได้เล่นโชว์ หมายถึงแบบขายโชว์เต็มๆ 10 เพลง มีแต่ไปเป็นแขกรับเชิญในคอนเสิร์ตคนอื่นบ้าง ปีที่แล้วผมบอกว่าจะออกอัลบั้มใหม่ จริงๆ ก็พูดแบบนี้มาหลายปี แต่ก็ไม่มีสักทีเพราะใจไปอยู่ตรงจุดอื่น มีงานแสดงภาพยนตร์เข้ามา ทุ่มเทกับการสร้างโรงแรมนี้ด้วย (The Siam Hotel) ซึ่งผมทำให้ครอบครัว พอโรงแรมเริ่มลงตัวเลยคิดว่าต้องกลับมาทำได้แล้ว ทุเรศตัวเองด้วยครับ (หัวเราะ) มัวแต่พูดจนแฟนเพลงเลิกถาม

“ตัวอัลบั้มใหม่มีทั้งหมด 12 เพลง ทุกอย่างอัดเสร็จหมดแล้วเหลือแค่ Mixing กับ Mastering น่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนก็จะเสร็จ อ้อ เหลือเสียงประสานอีกเพลงหนึ่งที่ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์คงเป็นการบันทึกเสียงส่วนสุดท้าย ตั้งใจจะปล่อยผลงานออกมาภายในปีนี้แหละ

“ผมมองว่าเพลงชุดนี้ควรเป็นอัลบั้มชุด 2 ของ ‘พรู’ มากกว่าอัลบั้มชุดที่เคยออกไปแล้ว จริงๆ ชุดนั้นมันดาร์กๆ อาร์ตๆ เกินไปหน่อยก็เลยแป้กอยู่เหมือนกัน ไม่ค่อยมีคนฟัง แต่เพลง โปรด ที่ผมร้องกับอรอรีย์ ตอนนั้นมันไม่เวิร์คเลย มาตอนนี้มีคนชอบเยอะมากกลายเป็นเพลงที่ถูกรีเควสต์อยู่บ่อยๆ ใครจะรู้ว่าอีก 10 กว่าปีมันดันเวิร์ค

“ทำไมถึงควรเป็นชุด 2 เหรอ เพราะเพลงมันเชื่อมกับชุด 1 ดี ทำนองใกล้เคียงกัน แต่อาจจะลึกกว่าหน่อย เนื้อหาไม่กุ๊กกิ๊กขนาดยังรอคอยเธอเสมอ แบบนั้นอาจจะไม่มี เพราะตัวเราเองก็โตขึ้นด้วย อย่างเรื่องความรัก ตอนนั้นเพิ่งคบกับแฟน ตอนนี้กลายเป็นภรรยามีลูกแล้ว ความรักไม่ใช่แบบโรเมโอกับจูเลียตอีกต่อไป มันไม่ได้แย่ลงนะ แต่ความรักมันพัฒนาขึ้น

“เพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงให้กำลังใจ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากคนที่เคยล้มเหลว ผิดพลาด ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง แต่วันหนึ่งเขาสามารถพลิกชีวิตกลับมาได้ ในชีวิตจริงผมเป็นคนโชคดีมาก ไม่เคยต้องลำบากจนทนไม่ไหว เพลงของผมเลยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของคนอื่นมากกว่า หลายๆ เพลงเป็นไปในทิศทางนั้น เพลงกุ๊กกิ๊กอาจจะมีแค่เพลงเดียว (หัวเราะ) ซึ่งเพลงนั้นแสตมป์ (อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข) เขียนเนื้อให้ ก็จะน่ารักๆ หน่อย

“ผมเขียนเนื้อเพลงภาษาไทยไม่ได้จริงๆ แต่โชคดีที่มีคนเก่งๆ มาช่วยถ่ายทอด อย่างแสตมป์ บอย โกสิยพงษ์ บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) ปกติผมจะเอาเนื้อภาษาอังกฤษให้เขาดู เล่าให้เขาฟังว่านิทานแต่ละเรื่องเป็นแบบนี้ๆ นะ เราจะนั่งทำเพลงด้วยกัน ซึ่งพวกเขาไม่จำเป็นต้องเขียนทุกๆ คำออกมาเหมือนกับความคิดของน้อยเป๊ะๆ คือเราต้องให้อิสระ ความยืดหยุ่น แล้วก็เคารพพวกเขาเพราะเขาเซียนๆ กันอยู่แล้ว เหมือนผมเป็นผู้กำกับหนัง มีไอเดีย มีทิศทาง แต่นักแสดงอาจจะเล่นอะไรออกมาโดยที่ผมคิดไม่ถึง แล้วมันสามารถส่งเมสเสจได้อย่างมีมิติยิ่งขึ้น
“บอย (โกสิยพงษ์) เป็นคนที่หาคำมาใช้ได้อย่างลงตัวมาก ไม่บอกตรงๆ ว่า ‘ฉันจะรักคุณตลอดไป’ แต่เขาจะมีคำที่ทำให้คนฟังประหลาดใจ แล้วเขามีความเข้าใจ เวลาแต่งเพลงให้น้อยเขาจะเลือกใช้คำที่ไม่เหมือนกับคำที่ใช้ในเพลงของเขาเอง รู้ว่าสำหรับน้อยควรใช้คำว่า ‘ผม’ หรือ ‘ฉัน’ อะไรแบบนั้น ส่วนแสตมป์ก็จะมีลูกเล่นอีกแบบหนึ่ง เวลามีเพลงดาร์กๆ เขาจะชอบ เพราะปกติเพลงของแสตมป์จะเป็นแนวหวานๆ พอได้มาเขียนอะไรแบบนี้เขาเลยสนุก มีเพลงหนึ่งที่แสตมป์เขียนแล้วบอยฟังยังตกใจว่าเพลงนี้แสตมป์เขียนจริงๆ เหรอ (หัวเราะ) เรามีความเซอร์ไพร้ส์ให้กันและกัน บอยตรัยก็เขียนให้เพลงหนึ่งซึ่งดีมากๆ เขาเขียนให้ตอนที่ชีวิตยังเศร้าอยู่ ตอนนี้มีความสุขแล้ว

“ขั้นตอนการทำงานมีรายละเอียดเยอะมาก ผมเหนื่อยมากพอไม่มีสมาชิกอีก 3 คนมาช่วย ต้องคิดไลน์กีตาร์ ไลน์ไวโอลิน ไลน์แซ็กโซโฟน คิดเองทั้งหมด เหมือนเป็นคอนดักเตอร์ ผมจะมีไลน์เครื่องดนตรีแต่ละอย่างอยู่ในหัวแล้วให้คนมาช่วยเล่น กีตาร์ได้เมธีโมเดิร์นด็อก (เมธี น้อยจินดา) กับเท็ดดี้ วงฟลัวร์ (ธีรดล ธีโอดอร์ แกสตัน) มาเล่นให้กลองส่วนใหญ่เป็นเล็ก ทีโบน (อริญญ์ ปานพุ่ม)เบสเป็น ยอด วงพรู (ยอดเถา ยอดยิ่ง) มี ต๋อง (อภิชา สุข เเสงเพ็ชร)
มาช่วยแต่งพวกเสียงประสาน และอีกคนที่ผมต้องให้เครดิตคือโหน่ง เดอะโฟโต้สต๊กิ เกอร์แมชีน (วิชญ วัฒนศัพท์) ซึ่ง มาช่วยโปรดิวซ์
“อ้อ แล้วก็มีเพลงที่ผมร้องกับแม่ (กมลา สุโกศล) ด้วย น่าจะเป็นเพลงที่หลุดจากอัลบั้มที่สุด  (หัวเราะ) เเต่ถ้าฟังทั้งอัลบั้มจะรู้ว่ามันอยู่รวมกันได้ และผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่คนฟังต้องการ

“ในอัลบั้มนี้ผมพยายามทำเพลงแบบที่คิดว่าแฟนๆ อยากฟังเพราะเขารอมาตั้ง 15 – 16 ปี เชื่อว่าอย่างน้อยใน 12 เพลงต้องมีเพลงหนึ่งที่แต่ละคนจะชอบมัน ทั้งมั่นใจ ทั้งกลัว

“มานึกๆ ดูผมเสียเวลาไปเยอะมาก ออกอัลบั้มแรกตอนอายุ 31ขณะขณะที่คนอื่นเขาเริ่มตั้งเเต่  18 – 19 จริงๆ ผมเคยดูหนุ่มกว่านี้นะ แต่ไม่มีใครเห็นเพราะเริ่มต้นช้า (หัวเราะ) นั่นเท่ากับว่าผมเสียเวลาไป 10 ปี ไม่มีผลงานออกมาเลยอีก 15 ปี หายไปเกือบ 25 ปีแน่ะ แต่ถึงจะอยู่ในวงการนานแค่ไหนเราก็ยังต้องพิสูจน์ตัวเองเสมอ เพราะชีวิตไม่มีสูตรสำเร็จ มีขึ้นมีลงเหมือนโรลเลอร์โคสเตอร์ ผมเป็นคนคิดมาก ทุกครั้งที่ขึ้นคอนเสิร์ตก็ยังตื่นเต้น ยังกลัว ยังกังวลเหมือนเดิม โอเค เดี๋ยวนี้อาจจะดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน  เพราะพออายุ 40 เราเหนื่อยกับการพยายามจะเป็นในสิ่งที่เราเป็นไม่ได้  สามารถยอมรับเเง่ลบต่างๆ ของตัวเองได้ ยอมรับว่าเราขาดคุณสมบัติอะไร และสามารถทำอะไรได้บ้าง ก็แค่ทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด อีกอย่างคือเดี๋ยวนี้ผมมีสิ่งที่สำคัญมากกว่าตัวเอง นั่นคือลูก ใครไม่ชอบเราไม่เป็นไร กลับบ้านได้กอดลูกก็รู้สึกดี หวังว่าพออายุ 50 ผมจะแฮ็ปปี้กว่านี้นะ”

 

เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ 

นางฟ้าตัวจริง ! 5 ดาราหญิงน้ำใจงาม ช่วยสังคมแบบไม่ห่วงภาพพจน์

ส่องหนุ่มหล่อ ตะวันยอเเสง

5 หนุ่มแสบแห่ง Fast And Furious 8