ฌอห์ณ จินดาโชติ Present Perfect Guy ผู้ชายแสนดียังมีบนโลก

1098
ฌอห์ณ จินดาโชติ

ฌอห์ณ จินดาโชติ

ถ้าเคยฟังหรืออ่านความคิดของ ฌอห์ณ จินดาโชติ ผ่านสื่อต่างๆ ประโยคหนึ่งที่มักจะได้ยินเขาเอ่ยออกมาคือคำว่า แม่ พี่สาว และ “เวลา” ซึ่งเป็นชื่อของหลานสาว การที่ผู้ชายคนหนึ่งเอ่ยถึงครอบครัวของเขาเสมอ มันทำให้ผู้หญิงหลายคนอ่อนระทวยมากกว่าการที่เขาขับรถหรู แต่งตัวเท่ หรือหน้าตาหล่อเกินใครเสียอีก เพราะนั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงถึงความดีในตัว ว่าถ้าเขารักครอบครัวขนาดนั้น เขาก็จะรักคุณเช่นกันเมื่อถึงวันที่คุณเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต เคยได้ยินคำว่า “ ฌอห์ณ คนดี ” จากปากคนใกล้ชิดผู้ชายคนนี้มานาน เมื่อได้อยู่ใกล้ก็สัมผัสได้ถึงพลังงานบวกที่เป็นเหมือนออร่าที่อยู่รายรอบตัวเขา และนี่เองที่เป็นที่มาของชื่อเรื่องผู้ชายแสนดียังมีบนโลก

ฌอห์ณ จินดาโชติ

ทราบว่าหนังสือ Present Perfect ตอนนี้พิมพ์ครั้งที่ 20 แล้ว

ใช่ครับ ถือว่าเกินความคาดหวังไปมาก ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติวันแรก พี่โหน่ง (วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์) เดินมาบอกว่ากำลังจะพิมพ์ครั้งที่สามที่สี่ ผมก็ว่าเร็วแล้ว แต่หลังจากนั้นก็พิมพ์ครั้งที่หก เจ็ด แปด เก้าเลย ไม่คิดว่าคนจะบอกต่อเร็วขนาดนั้น จริงๆ แค่เขาพิมพ์ออกมาเป็นเล่มให้ผม ก็ถือว่าผมทำสำเร็จ การที่เด็กคนหนึ่งพยายามทำหนังสือเล่มหนึ่ง โดยที่ต้องผ่านการอนุมัติจากนักเขียนหลายท่านมันก็ยิ่งใหญ่แล้ว อย่างที่รู้กันว่ารายได้จากการทำหนังสือมันไม่ได้มาก แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ได้ ทุกอย่างจึงเป็นผลพลอยได้มากกว่า

พูดถึงความพยายามในการทำหนังสือเล่มนี้ให้ฟังหน่อยสิครับว่าต้องทำอะไรมากขนาดไหน

เป็นความพยายามอยู่สองส่วน หนึ่งคือความพยายามที่มีต่อตัวเอง ผมมีงานอื่นที่ต้องรับผิดชอบด้วย เช่น ถ่ายละคร ทำธุรกิจให้ที่บ้าน มีเวลาน้อย การเขียนหนังสือจึงเป็นการแข่งขันกับตัวเอง “เฮ้ย นี่คือความฝันนะ อย่าทิ้งมัน” ต้องหาเวลาทำให้ได้ ส่วนที่สองคือการพิสูจน์ตัวเองและพิสูจน์คนอื่นๆ ตอนที่พี่โหน่งถามว่าทำไมต้องพิมพ์ให้ ผมตอบเขาว่า มันต่างกันนะครับ ผมไม่ได้มาเล่าชีวิตของตัวผมเอง แต่เป็นการเล่าถึงวิถีชีวิตของผู้ที่อ่านมุมมองความคิดของคนที่โอกาสทางสังคมไม่เยอะ แต่เขามีชีวิตอยู่อย่างไรให้สวยงามและมีความสุขกับมัน พอเขาบอกว่าจะพิมพ์ให้ก็รู้สึกดีใจ เป็นความรู้สึกต่างจากตอนที่เราเล่นละครเล่นหนังแล้วเห็นโปสเตอร์ที่มีรูปเราอยู่ในนั้น

ใช้เวลาเขียนนานแค่ไหน

8 – 9 เดือนครับ ผมเขียนตามความรู้สึก ไม่ชอบให้ใครมาบอกว่าผมต้องทำอะไร “เขียนเรื่องนี้สิ” ถ้าไม่รู้สึกผมก็ไม่เขียน เหมือนความรัก ถ้าผมไม่รู้สึกกับคุณก็คือไม่รู้สึก ถ้าเราเขียนจากความรู้สึก คนอ่านก็จะสัมผัสได้จากสิ่งที่เราเขียน

ยกตัวอย่างเช่นร้องเพลง

ใช่ครับ ผมไม่ร้อง ที่ผมร้องล่าสุดก็งานมีตติ้งแฟนคลับ ที่ทำเพราะรู้สึกว่าเขาอยากฟัง ทั้งๆ ที่ทำไม่เป็นแต่จะพยายามเพื่อให้รู้ว่าเราทำเพื่อเขา แต่ถ้าต้องทำทุกวันมันก็ไม่ใช่ความพิเศษ ผมรู้ความสามารถของตัวเอง ผมไม่ใช่มนุษย์จับฉ่ายที่ทำได้ทุกอย่าง ผมเกิดมามีสมอง หน้าตามีบุคลิกท่าทางแบบนี้ ถนัดสุดคือจับปากกา ชอบสุดคือการแสดง แม่ผมสอนตลอดว่า Just be yourself, don’t be what they want you to be. เป็นตัวของตัวเองในแบบฉบับตัวเอง ไม่ใช่อย่างที่ใครคิดว่าเราเป็น ถ้ามีคนมาบอกว่า “หนูเนี่ย โหงวเฮ้งเล่นตลกได้เลยนะ” แต่ถ้าอินเนอร์หรือข้างในไม่ใช่ เราก็ต้องเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง แสดงตัวตนของเราออกมาด้วยความมั่นใจ แล้วคนรอบข้างก็จะเห็น

ฌอห์ณ จินดาโชติ

ที่เราได้เจอกันเพราะ ฌอห์ณ กำลังจะมีซีรี่ส์เรื่องใหม่

ใช่ครับ เรื่อง รักนะเป็ดโง่ ตอน Boy’s Paradise บอกตรงๆ ว่าตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยอ่านหนังสือของสำนักพิมพ์แจ่มใส ผมโตมาในยุค แฮร์รี่ พอตเตอร์ และ ความสุขของกะทิ เห็นเด็กผู้หญิงที่เป็นวัยรุ่นชอบอ่านก็ไม่รู้ว่าทำไม กระทั่งตอนที่จะได้เล่นซีรี่ส์เรื่องนี้ เลยไปซื้อมาอ่านคร่าวๆ ที่แปลกใจคือเรื่องนี้ไม่ใช่แค่นิยายวัยรุ่น แต่มีมุมมอง มีตัวละครที่น่าสนใจ เลยอยากเล่น ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าต้องเป็นแนวกุ๊กกิ๊กใสๆ ซึ่งไม่ได้ถนัด แต่เรื่องนี้รู้สึกว่าน่าสนใจ

เคยได้ยินว่าผู้ชายหลักการเยอะอยู่ด้วยแล้วเหนื่อย

ผมก็เป็น เคยมีคนบอกว่าผมก็ดูเป็นคนคิดเยอะ จริงๆ แล้วควรปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ คนที่รักกันต่อให้แคะขี้มูกไป มองหน้ากันไป ก็มีความสุข ชีวิตมันก็แค่นี้ อย่าไปวางแพลนเยอะ อย่าเพิ่งบอกว่าจะคบกันไปจนแก่ เอาวันนี้ให้รอดก่อน ถ้าแพลนไปเที่ยว อยากไปก็ไปเลย ความสนุกต้องไม่วางแผน แต่การทำงานต้องวางแผน เมื่อก่อนผมเป็นคนชอบแพลน คบกับใครแล้วเขาต้องได้นั่นได้นี่ เราจะทำนั่นทำนี่ให้ เพราะไม่อยากเสียเขาไป แต่พอวางแผนเยอะแล้วมันเหมือนการตีกรอบเขาหลายชั้น คนที่อยู่ด้วยก็อึดอัด ตอนนี้เลยปล่อยรู้สึกอย่างไรก็พูด คิดถึงนะ รักนะ เป็นห่วงนะ

ฌอห์ณ เวลามีความรักกับไม่มีต่างกันไหม

ต่างครับ คนที่ทำงานด้วยหรืออยู่ด้วยอย่างผู้จัดการผมจะดูออก ตื่นเช้าไปทำนู่นนี่นั่น มีแรงจูงใจที่จะทำอะไรหลายอย่าง อยากทำงานเสร็จเพื่อจะได้เจอกัน มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว

ภาพในอินสตาแกรมก็จะเป็นภาพสี

(หัวเราะ) ใช่ครับ เขียนอะไรก็เป็นบวกไปหมด

ฌอห์ณ จินดาโชติ

ที่ได้ยินมาคือตอนนี้ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์กำลังประสบปัญหา ถ้าทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จล่ะ

แต่ผมก็ยังอยากทำ ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยอ่านหนังสือจากแท็บเล็ตหรืออีบุ๊ก ผมยังชอบการหยิบหนังสือขึ้นมากาง ดูตัวอักษรในนั้นที่มาจากการตีพิมพ์ ผมทำเพราะผมเห็นคุณค่าของมัน ตอนที่เขียนหนังสือผมก็คิดว่าเด็กสมัยนี้ไม่ชอบอ่านหนังสือหรอก แต่ผมก็ทำเพราะผมอยากให้เขาอ่าน

เวลาว่างคือสิ่งที่โหยหาที่สุดหรือเปล่า

ผมว่าเวลาอยู่กับครอบครัวคือสิ่งที่ผมโหยหาที่สุด เพราะคำว่าเวลาว่างมันแปลว่าว่างสำหรับผมคนเดียว แต่เวลาสำหรับครอบครัวคือการที่เราได้อยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน ความสุขที่สุดของผมตอนนี้คือการได้อยู่กับคนที่ผมรักและเขารักผม การได้เห็นการเติบโตของหลานและการได้เห็นคุณแม่สุขสบายกับสิ่งที่ผมหยิบยื่นไป

ความฝันที่ ฌอห์ณ อยากทำที่สุด ไม่ว่าจะเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ก็ตาม

ผมอยากมีลูกครับ ไม่ได้อยากรวยมาก เพราะเรื่องนั้นมันเป็นเรื่องบุญพาวาสนาส่ง ฝีมือต้องมากับดวงเฮง ถ้าดวงดีแต่ฝีมือไม่ดีคนก็ไม่เอา ผมว่ามันเป็นกลไกซับซ้อนที่เราไปกำหนดไม่ได้ แต่ถ้าถามว่าอยากทำอะไร สิ่งที่ผมคิดออกเป็นอย่างแรกคืออยากมีลูก มีครอบครัว การลงทุนกับลูกมันเหมือนการเก็บเงินที่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นแน่นอน ไม่อยากเอาเงินไปซื้อรถหรู แต่คิดว่า ลูกต้องมีเงินไปเรียนโรงเรียนดีๆ สอนให้เขาเป็นคนดี นั่งดูความสำเร็จของเขา ซึ่งก็ไม่รู้อีกกี่ปีจะได้ทำ (ยิ้ม)

อยากมีลูกก็ต้องมีเมียก่อนเนาะ…

ใช่ครับ นั่นแหละที่เป็นปัญหา (หัวเราะ)

ฌอห์ณ จินดาโชติ

Text: สหัสวรรษ ใฝ่เจริญ / Photo: JoJoJae

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ในคอลัมน์ Talk-a-tive นิตยสารสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 16 ตุลาคม 2558