เที่ยวญี่ปุ่นอารมณ์ใหม่ ไม่ซ้ำใคร ที่ ฮอกไกโดเหนือ

375

ดื่มด่ำความสงบงามของธรรมชาติ ล่องเรือชมท้องทะเลกว้างใต้แสงแดดสดใส นั่งมองแสงจันทร์อาบยอดเขาสูง สัมผัสวิถีชีวิตคนท้องถิ่นญี่ปุ่นแท้ๆ …ใครอยากไปสัมผัสญี่ปุ่นในอารมณ์นี้ต้องมาที่ฮกไกโดเหนือ (หรือที่คนไทยคุ้นกันว่า ฮอกไกโดเหนือ )

“ทริปนี้เราจะพาทุกคนไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบ Unseen กันนะครับ” …หนึ่งในเจ้าหน้าของญี่ปุ่นที่มาให้การต้อนรับบอกกับเราทันทีที่ขึ้นรถบัส…

“Unseen” เรายังจะใช้คำนี้กับประเทศที่เป็นหนึ่งใน Tourist Destination ยอดนิยมอันดับต้นๆ ของโลกได้อีกหรือ เราแอบสงสัยในใจ เพราะการมาญี่ปุ่น 2 ครั้งก่อนของเราก็ไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไปที่มุ่งหน้าสู่เกียวโต-โตเกียว-โอซาก้า แต่เพียงไม่กี่อึดใจจากสนามบิน เราก็เริ่มรู้แล้วว่าทริป 4 วัน ณ ฮกไกโดตอนเหนือจะไม่เหมือนญี่ปุ่นที่เราเคยสัมผัส

อาจเพราะฮกไกโดตอนเหนืออยู่ใกล้กับเขตอากาศหนาว จึงมีภูมิประเทศที่แตกต่าง ใครจะคิดว่าญี่ปุ่นจะมีทุ่งหญ้าสลับเนินเขาน้อยใหญ่กว้างไกลสุดสายตา เลยออกไปเป็นท้องทะเลสีน้ำเงินสะท้อนแดดระยิบระยับ เมื่อบวกกับองศาของแสงในเขตอบอุ่น ทำให้ทุกอย่างที่มองเห็นดูสวยสดใสไปหมด แค่นั่งดูวิวสองข้างทางก็เพลินแล้ว

…มาค่ะ ตาม สุดสัปดาห์ ไปเที่ยวกัน

 

DAY 1:

แกะ&ชิมหอยเชลล์ตัวโต๊โตที่ Sarufutsu Marugotokan  

North Hokkaido

จุดแรกที่เราได้สัมผัสความ Unseen ของที่นี่คือ ร้านขายหอยเชลล์สดๆ ตัวโตๆ จากท้องทะเล ที่จุดพักรถในหมู่บ้าน Sarufutsu ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องหอยเชลล์ ปลาแซลมอน และปูขน เจ้าของร้านเป็นคุณลุงหน้าตาใจดี บอกว่าเปิดร้านนี้มา 3 ปีแล้ว เราเป็นลูกค้าคนไทยกลุ่มแรกเลยนะ ความจริงแกเป็นชาวประมงแซลมอน* แต่หอยเชลล์ที่เอามาขายรับตรงมาจากเพื่อนที่เป็นชาวปะมงหอยเชลล์โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง จึงสามารถขายได้ในราคาพิเศษแบบนี้ คือ ซื้อสดตัวละ 200 เยน ย่างกินที่ร้านตัวละ 350 เยน (ประมาณ 60 และ 110 บาท)

ครั้งนี้เราได้สัมผัสประสบการณ์แกะหอยเชลล์ด้วยมือตัวเอง เริ่มจากตักหอยตัวโตๆ ขึ้นมาแซะเนื้อรอบๆ จากนั้นงัดเปลือกแล้วพลิก เปิดฝาออกแซะเนื้ออีกด้าน นำไปล้างน้ำ แล้วเอาหอยมาย่างไฟบนเตาเล็กๆ โดยใช้เปลือกหอยนั่นแหละเป็นกระทะจิ๋ว พอเริ่มสุกก็ป้ายเนยฮกไกโด ย่างต่อจนเกือบแห้งก็หยดโชยุจากชิโกกุสัก 2-3 หยด หืม…ไม่อยากจะบอกให้อิจฉาว่าอร่อยมาก เนื้อแน่นหนึบ สดหวาน ตัวโตเต็มคำ ตอนเคี้ยวได้กลิ่นสดจากท้องทะเลเลยล่ะ ฟินนน

เสร็จจากหอยเชลล์ทางร้านก็ยก ข้าวหน้าหอยเชลล์ ปูขน และไข่แซลมอน ซึ่งเป็น 3 ของดีประจำหมู่บ้านออกมาเสิร์ฟ เมนูนี้ก็อร่อยมาก หอยเชลล์หวานนุ่มหนึบละมุนลิ้น ไข่ปลาแซลมอนใสแจ๋ว กรึบๆ เค็มๆ ไม่คาวเลย ส่วนเนื้อปูก็สดหวาน วิธีกินแบบคนญี่ปุ่นคือ ละลายวาซาบิกับโชยุแล้วราดก่อนกิน

นอกจากอาหารเรายังประทับใจบรรยากาศภายในร้านที่ตกแต่งเรียบง่าย กระจกหน้าต่างใสแจ๋วมองออกไปเห็นทุ่งหญ้ากว้างจรดขอบฟ้า ไม่ต้องพูดถึงด้านนอก มันช่างเวิ้งว้างกว้างไกลมองแล้วสบายตา อากาศก็เย็นกำลังดี มีลมพัดดอกหญ้าไหวๆ ได้ฟีลมากๆ

 

เดินป่าขำๆ ที่ Nakatombetsu Cave

 

จาก Sarufutsu เรามุ่งหน้าสู่ถ้ำ Nakatombetsu ที่นี่คล้ายอุทยานของไทย แต่สะอาดมากกก  (อยากเติม ก สักล้านตัว) ตั้งแต่ที่ทำการ ห้องน้ำ ไปจนถึงทางเดิน เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวที่พาเราเดินชมถ้ำหน้าตาท่าทางเหมือนหลุดมาจากการ์ตูนญี่ปุ่น โดยเฉพาะตอนถือตาข่ายจับแมลงเดินนำทาง เขาบอกว่าเราเป็นคนไทยกลุ่มแรกที่มาเที่ยว (อีกแล้ว)

 

ทางเดินไปถ้ำค่อนข้างสบาย มีขึ้นเขานิดหน่อย สองข้างทางเป็นดอกไม้ป่า เสียดายตอนที่เราไป (ต้นเดือนกันยายน) มันโรยไปแล้ว แต่ภายในถ้ำบางช่วงจะเตี้ยและแคบมาก ถ้าสุขภาพไม่อำนวยแนะนำให้ชมธรรมชาติด้านนอกก็พอ ในฤดูหนาว วันที่อากาศดีจะมีทริปลุยหิมะชมน้ำแข็งงอกน้ำแข็งย้อยภายในถ้ำด้วย แต่จะเดินยากและใช้เวลามากถึง 3 ชั่วโมง ถึงจะดูละบากแต่เราว่าดูน่าตื่นเต้นกว่าเดินป่าธรรมดาๆ นะ

 

ชมพระอาทิตย์ตกที่ Cape Soya @Soya Misaki Park

ที่นี่เป็นจุดเหนือสุดของฮกไกโด เป็นที่เดียวที่มองเห็นพระอาทิตย์ตั้งแต่ขึ้นทางตะวันออกจนไปตกทางตะวันตก สุดยอดไปเลย! ในวันที่อากาศดีจะมองเห็นเกาะซาคาริน อดีตพื้นที่พิพาทที่ตอนนี้กลายเป็นของรัสเซียไปแล้วด้วย ตอนที่เราไปถึงพระอาทิตย์กำลังโรยแสง ฝูงนกบินกลับรัง ลมพัดเอื่อยๆ แล้วฟ้าก็ค่อยๆ มืดลง บรรยากาศแบบนี้ถ้ามากับแฟนจะโรแมนติกมาก แต่ถ้าโสดอาจมีเหงาตาย

ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครในทริปเหงาตาย ไกด์เลยให้เวลาเก็บภาพสักครู่หนึ่งแล้วเดินทางต่อไปยังที่พักคืนแรก โรงแรม ANA Crown Plaza Wakkanai โรงแรมใหม่ ใหญ่ ห้องพักกว้างขวาง มองออกไปเห็นวิวทะเลสวยเชียว แถมอยู่ใกล้สถานีรถไฟ Wakkanai ด้วย

ค่ำวันนี้มีดินเนอร์พิเศษเป็น Octopus Shabu Shabu กันที่ร้าน Kurumaya Genji วิธีกินชาบูของคนญี่ปุ่นคือ พอน้ำเดือดให้คีบหมึกลงไปส่ายในน้ำประมาณ 5 ครั้ง แล้วเอาขึ้นมาชุบน้ำจิ้มเค็มๆ หวานๆ มันๆ แถมยังมีอาหารพิเศษเป็น ข้าวหน้าไข่แซลมอน ใส่แจ๋ว และ ไข่หอยเม่นสด หวานละมุนลิ้นด้วย

 

Day 2:

ลงเรือเฟอร์รี่เก๋ๆ สไตล์ญี่ปุ่น กับ Heart Land Ferry

เช้าวันรุ่งขึ้นเราตั้งนาฬิกาปลุกไว้ 5.30 น. พอเปิดม่านเจอแสงสว่างจ้าถึงกับตกใจ นึกว่าตื่นสาย หันกลับไปมองนาฬิกา ตีห้าครึ่งไม่ผิดเพี้ยน …ตะวันที่นี่ขึ้นเช้ามาก สมชื่อ “แดนอาทิตย์อุทัย” จริงๆ

ทริปนี้นาฬิกาชีวิตของเราหมุนเร็วตามความมีวินัยของชาวญี่ปุ่น ออกตัวและถึงที่หมายตรงเวลาเป๊ะ ดังเช่นเช้านี้ที่เราเดินทางถึง Wakkanai Port ก่อนเวลาเรือออกเล็กน้อย ได้สำรวจท่าเรือที่สะอาดและเป็นระบบระเบียบแป็บๆ ก็ต้องรีบลงเรือแล้ว เพราะพอได้เวลาปุ๊บ เรือออกทันทีไม่มีรีรอ ดังนั้น ถ้าใครมาเที่ยวต้องตรงนะจ๊ะ

บรรยากาศบนเรือสะอาดสะอ้านและสะดวกสบายมาก มีห้องโดยสาร 3 แบบ คือ ธรรมดา ที่สามารถนั่งเก้าอี้กินลมชมวิวด้านนอกหรือนั่งบนพื้นไม้แบบญี่ปุ่นด้านใน ห้องพิเศษ (รวม) ที่นอนเอาแรงได้ และ วีไอพี บนชั้น 2 เป็นห้องกระจกสวยงาม ที่นั่งเป็นเก้าอี้นวมตัวใหญ่ปรับระดับได้ และเดินออกไปถ่ายรูป-ชมวิวที่ระเบียงรอบๆ ได้ แต่ไม่ว่าจะตีตั๋วแบบไหน บอกเลยว่าได้ความสะอาดและเป็นระเบียบเหมือนกัน ต่างแค่ความสะดวกสบายเท่านั้น

บนเรือนี้มีของดีที่ชาวคณะปลื้มมากคือ ไอศครีมนมรสเกลือ ที่มีขายเฉพาะใน Wakkanai รสชาติหวานๆ เค็มๆ อร่อยเข้มข้นถูกใจชาวคณะมาก ซื้อกินทุกเที่ยวที่ลงเรือจนคนญี่ปุ่นแซวว่ากินอีกแล้วเหรอ…ฮา ถ้ากินคู่กับนมสดหอมมันจะฟินเว่อร์ (โปรดสังเกตฉลากวงกลมสีเหลืองบนขวดนมและถ้วยไอศครีม มันคือสัญญลักษณ์ Wakkanai Brand ที่การันตีว่าสินค้านั้นผลิตและใช้วัตถุดิบใน Wakkanai ที่สดใหม่และมีคุณภาพดี)

 

เจาะไข่หอยเม่นตัวเป็นๆ ที่เกาะ Rishiri

เมื่อเรือเทียบท่า Oshidomari Port เกาะ Rishiri เราต่อรถบัสไปอีกหน่อยก็ถึง Kamui Kaigan Park ที่มีบริการให้ตักหอยเม่นเป็นๆ จากทะเล แค่ลงเรือลำเล็กที่ผูกไว้กับท่า เอากระจกขยายวางบนน้ำส่องหาหอยเม่นที่เดินเล่นอยู่แถวนั้น เอาสวิงตักขึ้นมาคนละตัว แล้วเจ้าหน้าที่จะสอนวิธีตักไข่หอย คือ เจาะลงไปตรงกลางตัว 1 เซ็นติเมตร ง้างเครื่องเมือเพื่อเปิดเปลือกหอย ตักไข่หอยออกมาล้างน้ำ จากนั้นก็กินได้เลย จะกินเปล่าๆ หรือกินกับข้าวถ้วยน้อยๆ ก็ได้ ไม่ต้องถามเรื่องรสชาติ บอกเลยว่าสดมาก เพราะตักกันออกจากหอยเป็นๆ (1,000 เยน ตักได้ 1 ตัว ถ้าต้องการข้าวต้องซื้อเพิ่ม) แต่แอบสารภาพว่าไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ เพราะหอยเม่นมันหน้าตาน่ารัก เดินดุ๊กดิ๊กๆ แต่เราต้องพิฆาตมันกับมือ ..ฮือออ

 

ให้อาหารแมวน้ำ & ชมภูเขา Rishiri ในม่านฝน

ตักไข่หอยเสร็จเราแวะไปให้อาหารแมวน้ำที่ Senpoushimisaki Park เป็นจุดที่ชาวบ้านทำเขื่อนล้อมแมวน้ำไว้ริมทะเล มีแมวน้ำอ้วน 2 ตัว หน้าตาดูชราแต่ร่าเริงและว่ายน้ำเก่งมาก โชว์กรรเชียงเร็วปร๋อมาคอยรับอาหาร ดูไปๆ ก็น่ารักดี จากนั้นรีบบึ่งไปชมภูเขา Rishiri กันที่ Otatomari Marsh จุดนี้มีทางเดินทอดยาวสู่ทะเลสาบเล็กๆ สำหรับยืนชมยอดเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เสียดายที่ฝนตกหนักจนต้องหลบเข้าไปในนั่งในร้านขายของแถวนั้น พอฝนซาก็บึ่งกลับท่าเรือมากิน “บะหมี่เกลือ” เป็นมื้อกลางวันที่ร้าน Maruzen Syokudou ระหว่างรอเรือเพื่อข้ามไปเกาะ Rebun (เชื่อหรือยังว่าทริปนี้นาฬิกาชีวิตของเราหมุนเร็ว)

 

สัมผัสความตระการตาของธรรมชาติบนเกาะ Rebun

ในที่สุดเราก็ถึง Kafuka Port ท่าเรือประจำเกาะ Rebun ที่ได้ชื่อว่า “เกาะแห่งดอกไม้และท้องทะเล” ดูจากชื่อแล้ว เกาะนี้จะต้องสวยงามมากแน่ๆ

 

Cape Sky ความงามเหนือคำบรรยาย

เมื่อถึง Cape Sky จุดท่องเที่ยวแรก เราก็ต้อง ว้าว! กับภาพแนวเขาสูงสลับซับซ้อนโอบท้องทะเลเป็นเวิ้งน้ำเล็กๆ …นี่ว่าสวยแล้ว แต่ยังไม่สุดนะ พอเดินขึ้นเขาต่ออีกนิดก็ต้องตะลึงอีกครั้งกับภาพยอดเขากลางที่มองเห็นวิวได้รอบทิศ ทั้งแนวฝั่งที่เป็นภูเขาหินคลุมด้วยผืนหญ้าเขียวและผืนน้ำกว้างทอประกายล้อแสงแดด ณ จุดนี้ความสุขล้นจนต้องถอนหายใจออกมาดังๆ …เฮ้อออ สวยยยย

 

ถ่ายรูปเก๋ๆ ที่ Cape Sakuton

จากนั้นเราไปซึมซับความงามของธรรมชาติกันต่อที่ Cape Sakuton เป็นแหลมยื่นออกไปในทะเล มองเห็นเกาะที่มีสิงโตทะเลอาศัยอยู่ไกลๆ มีทางเดินลงไปจุดชมวิวด้านล่างด้วย (ไกด์บอกว่า วันดีคืนดีอาจได้เห็นเจ้าสิงโตทะเลตัวเป็นๆ) ไฮไลต์ของที่นี่คือมีร้านค้าสวยเก๋ตั้งอยู่บนเนินเขา เหมาะเป็นโลเคชั่นถ่ายรูปมากๆ และท่าบังคับที่ทุกคนต้องทำเหมือนกันโดยมิได้นัดหมายคือ ถือ ไอศครีมสาหร่าย (200 เยน) ยื่นออกไปในทะเล เราก็ตามกระแสจัดมาหนึ่งแต่ว่ามันค่อนข้างจืดและละลายเร็วมาก เหมาะเป็นพร็อพส์ถ่ายรูปมากกว่าจะซื้อกินเอาอร่อย

 

ช่วงเวลาดีๆ ที่โรงแรม Hanarebun 

ด้วยการรักษาเวลาตามมาตรฐานญี่ปุ่น เย็นวันนั้นเราถึงโรงแรม Hanarebun ค่อนข้างเร็ว จึงมีเวลาพักประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนลงไปกินข้าว ทีแรกว่าจะเข้าห้องมาอาบน้ำ แต่พอเปิดประตูเข้าไปเจอห้องพักกว้างสไตล์ญี่ปุ่น ปูด้วยเสื้อทาทามิเต็มพื้นที่ มองอออกไปเห็นภูเขา Rishiri ตั้งเลือนลางอยู่กลางท้องทะเลและเมฆหมอก ก็ไม่เป็นอันทำอะไรนอกจากตั้งใจถ่ายภาพสวยๆ ยามตะวันลับฟ้ามาฝากคุณผู้อ่านพลางดื่มด่ำความสงบงามอย่างอิ่มเอมใจ

รู้ตัวอีกทีก็ถึงเวลานัดแล้ว ค่ำนี้ทางโรงแรมเสิร์ฟอาหารแบบไคเซกิ ซึ่งเป็นเซตอาหารชั้นสูงของญี่ปุ่น ปกติจะเสิร์ฟในโอกาสสำคัญ เช่น งานแต่งงาน งานฉลองต่างๆ …โปรดดูภาพแล้วจะรู้ว่าอาหารมื้อนี้ครบทั้งรสชาติและความงดงาม

 

ที่นี่ยังมีออนเซ็นด้วย ไกด์แนะนำให้แช่สักครู่แล้วขึ้นมาล้างตัวหรือโกรกลมให้หายร้อน แล้วแช่บ่อต่อไป ทำสัก 3 รอบกำลังดี (มี 3 บ่อ 3 ระดับความร้อน ควรเริ่มจากบ่อที่ร้อนน้อยก่อน) แต่ถ้าอยากชิลแนะนำบ่อเอ้าท์ดอร์เลย ไม่ร้อนมาก แช่สักครู่แล้วขึ้นมายืนชมทะเลชมจันทร์ พอหายร้อนค่อยลงไปแช่ใหม่ ทำ 3 รอบแล้วขึ้นไปนอนหลับฝันดี (ตามธรรมเนียมญี่ป่นต้องอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายก่อนลงแช่ และต้อง “ถอดหมด” นะจ๊ะ …ขออภัยที่ไม่มีภาพมายืนยัน)

 

อ่านต่อ Day 3-4 ได้ที่หน้า 2 ค่ะ