I’ m Back รวมพลคนกลับมาปัง!

4592

รวมพลคนกลับมาปังเป็นใครกันบ้างไปดูกัน 

เก่าไปใหม่มาเป็นเรื่องธรรมดาของวงการบันเทิง แต่ใครจะคิดว่าเหล่าศิลปินดาราที่อยู่ในวงการมานานอย่าง เชียร์ ฑิฆัมพร, อัครัฐ , ใบเฟิร์น อัญชสา, โอม Cocktail และ กระติ๊บ ชวัลกร วันดีคืนดีก็ถึงจุดพลิกผันด้วยการแจ้งเกิดจากบทบาทใหม่ที่ไม่เคยลองมาก่อน เอาละ! งานนี้มีแต่เปรี้ยงไม่มีแป๊ก บอกได้เลยว่าแจ้งเกิดครั้งนี้ปังยาวๆไปจ้า

  แซ่บทวงผัวคืน บทนี้ต้องเป็น อัค-อัครัฐ นิมิตรชัย

ความแซ่บเต็มขั้นของบท ‘แจ๊ค’ หรือ ‘อีแจ๊ค’ นับเป็นการฉีกบทบาทที่สุดในชีวิตการแสดงของ อัค-อัครัฐ นิมิตรชัย  กับละครซีรีส์ “เสน่หาไดอารี่” ตอน “บ่วงเสน่หา” ทางช่องวัน 31 ค่าย X’Act เรียกได้ว่าเข้าวงการมา 9 ปี เพิ่งมีออร่าแจ้งเกิดเต็มตัวกับบทชายรักชายที่ออตสุดๆนี่แหละ #ใต้ความแซ่บ #ใต้ความเก้ง

“ผมเข้าวงการมา 8-9 ปีแล้วครับ เริ่มจากการเข้าโมเดลลิ่งและไปแคสติ้งตามงานต่างๆ  จนได้มาร่วมในรายการ ‘สุภาพบุรุษบอยแบนด์’ ทางช่อง3 จากจุดนั้นผมก็เลยกลับมาตั้งใจเรียนต่อ เพราะตอนนั้นเพิ่งเข้าเรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ปี 2 จนกระทั่งทางค่าย X’Act  ติดต่อเข้ามาเพราะเห็นเราจากโฆษณา เลยเรียกมาออดิชั่นและได้เข้ามาเป็น New Gen ของค่าย X’Act เมื่อ 7 ปีที่แล้วครับ”

“เรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “บ่วงเสน่หา” เรื่องนี้พลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลย (หัวเราะ) ผมดีใจมาก คือไม่คิดว่าฟีดแบดจะถล่มทลายขนาดนี้ ถือเป็นการฉีกบทบาทการแสดงของเรา ครั้งแรกทางช่องเรียกให้ไปออดิชั่นกับพี่กัปตัน เป็นซีนที่เราไปป่วนในงานแต่งงานของเขา ซึ่งก็ผ่านเลย เพราะผู้กำกับบอกว่าเคมีเข้ากันได้ คาแรกเตอร์ของแจ๊ค เป็นผู้ชายที่ภายนอกไม่ดูสาว ละครไม่ต้องการสื่อให้ออกมาเป็นสาวตุ้งติ้ง เราถูกบรีฟมาว่าต้องเล่นเป็นผู้ชายและรักกับผู้ชาย แสดงออกทางแววตาเท่านั้น

“ซีนที่คนพูดถึงเยอะที่สุด เป็นฉากที่เราเอามือเท้าคางดูพี่กัปตันกับพี่นุ่นทะเลาะกันด้วยความสะใจ กับอีกซีนที่พูดว่า “ถึงเวลาเอาผัวชั้นคืนแล้ว” และอีกซีนหนึ่งที่กลับมาห้องแล้วมโนไปว่าพี่กัปตันมาอยู่กับเราบนเตียงอะไรประมาณนั้น พอออนแอร์ออกไปตอนแรกกระแสในทวีต เฟสบุค มาเป็นพายุเลย ส่วนใหญ่จะคอมเม้นท์ประมาณว่า แรดมาก จริตเยอะ น่าหมั่นไส้ น่าตบ (หัวเราะ) ตอนนี้ไปไหนมีแต่คนเรียก ‘อีแจ๊คๆ’ ผมรู้สึกว่าคนดูไม่เคยเห็นเราเล่นบทแบบนี้ และเป็นกระแสปากต่อปากจนมันเปรี้ยง ขนาดว่ามีคนดูบอกว่าสามีติดอีแจ๊คมาก รีบกลับบ้านมารอดูละคร ผมเองก็รู้สึกปลื้มกับเรื่องนี้มากๆ ต้องขอบคุณผู้ใหญ่และคนดูจริงๆ ถ้ามีโอกาสผมก็อยากจะลองท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ สำหรับบทบาทต่อไปที่อยากจะเล่นคือบทออทิสติกครับ”

  เชียร์ ฑิฆัมพร คัมแบ็คด้วยกระแสคู่จิ้นสุดปัง

ด้วยเคมีที่เข้ากันของ เชียร์ ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์ กับ เต้ย พงศกร เมตตาริกานนท์ ใน ละคร ‘The Cupids บริษัทรักอุตลุด ตอนซ่อนรักกามเทพ ทำให้แฟนละครเกิดอาการฟินและจิ้นแบบสุดๆ ทั้งหยอกล้อ มุ๊งมิ๊งกันในจอและนอกจอจนเป็นที่มาของ FC แก๊งค์ลูกหมี การมาประเดิมช่องใหม่ครั้งนี้ถือเป็นการชุบชีวิตใหม่ของสาวเชียร์เลยก็ว่าได้ เพราแค่ละครเรื่องแรกที่ปังสุดๆ ฉุดไม่อยู่ซะแล้ว

“เสียงตอบรับจากละครรู้สึกว่ามีแฟนคลับหลากหลายขึ้น จากคนที่ไม่รู้จักเราก็ไปตามอีเว้นท์ต่างๆ เพื่อมาเจอมาถ่ายรูปกับเราและตามมาด้วย’แก๊งค์ลูกหมี’ เป็นฉายาใหม่ที่เต้ยตั้งให้แฟนคลับค่ะ เกิดมาจากการทวีตถึงละครแบบไม่หลับไม่นอน ประมาณว่าเป็นตาเป็นหมีแพนด้าเลยเป็นที่มาของแก๊งค์ที่เรียกแทนเรา 3 คน เต้ยเป็นพ่อหมี เชียร์ เป็นแม่หมี และกลุ่มแฟนคลับคือลูกหมีที่น่ารักของพวกเรา ส่วนเต้ยเป็นคนน่ารัก ขี้เล่น จริงใจ อยู่ด้วยแล้วมีความสุข มีแต่รอยยิ้ม ตอนนี้คุยกันแบบพี่น้อง เรียกว่าเป็นน้องคนหนึ่งที่สนิทใจ อนาคตไม่รู้เหมือนกัน ไม่ใช่โดเรมอน (หัวเราะ)

“ตั้งแต่เข้าวงการมาชีวิตเชียร์เจอแต่เรื่องฟลุ๊คมาตลอด อย่างตอนที่ได้ตำแหน่งมิสทีนก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่ายายหมวยคนนี้จะมาประกวดนางงามได้ แต่เมื่อโอกาสมันมาถึงแล้วเราก็ตั้งใจทำมันออกให้ดี เราให้เกียรติกับโอกาสที่เข้ามา และทุกๆคนที่เมตตาเรา เชียร์ รู้สึกตัวเองโชคดีที่ได้มายืนตรงจุดนี้ ที่มีคนเยอะมากที่อยากจะเข้ามาอยู่ เชียร์ มีไอดอลคือพี่แอน ทองประสม ยังไม่เคยร่วมงานกันเลย แต่ชื่นชมพี่เขาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว พี่แอนเป็นนักแสดงที่ทรงพลังมาก ตีบทแตกทุกบทบาท ขณะเดียวกันก็เป็นคนสู้ชีวิตมาตลอดและมีความอ่อนน้อมถ่อมตนที่เป็นแบบอย่างให้นักแสดงรุ่นน้อง ได้เป็นอย่างดี เชียร์ ก็พยายามเรียบรู้ตัวอย่างจากพี่ๆ ในวงการ ถึงวันนี้ด้วยความที่เราอยู่มานาน มันเคยมีช่วงที่ดร็อปๆไป แต่เชียร์ไม่เคยรู้สึกนอยด์กับการที่เงียบหายไปนะ เชียร์คิดเสมอว่าวันแรกที่เราได้เข้าวงการนั่นคือกำไรของชีวิตแล้ว มีคนชอบหรือคนไม่ชอบมันเป็นเรื่องปกติ เราทำออกมาให้ดีที่สุดแล้วจะไม่เสียใจ แต่เพราะละครเรื่องนี้รู้สึกเลยว่าเหมือนเราได้กลับมาอีกครั้ง ต้องขอบคุณทุกคน ที่ให้กำลังใจตลอดมา รวมถึงคนที่เพิ่งรู้จักกัน มันเป็นพลังที่ดีสำหรับเชียร์ เสมอค่ะ”

 ใบเฟิร์น-อัญชสา มงคลสมัย บทนางร้ายจิตหลุด

เอาคนเรียก ‘คารามายด์’ กันทั่วบ้านทั่วเมือง เพราะเธอตีบทเมียน้อยโรคจิตแตกกระจุย แถมที่เผ็ดไปกว่านั้นคือเลิฟซีนสุดร้อนแรงกับพระเอกรุ่นใหญ่ป้อง- ณวัฒน์ ในซีรี่ส์ ‘กับดักเสน่หา’ ทางช่อง One 31 ณ วันนี้ ใบเฟิร์น- อัญชสามงคลสมัย บอกกับเราว่าเธอมาไกลเหลือเกินจาก 6 ปีที่เข้าวงการมา

“เฟิร์นเข้าวงการมา 6 ปี แล้วค่ะ ใช้เวลามากกว่าที่คนจะรู้จักใช่ไหมคะ (ยิ้ม) นี่มันมาไกลกว่าที่คิดไว้ มันมากกว่าคำว่าดีใจด้วยซ้ำ จริงๆ เฟิร์นได้เล่นละครเรื่องนี้ ตอนเพิ่งเข้าวงการ มันอาจจะไม่ได้ถึงขนาดนี้ก็ได้ ไม่เคยรู้สึกน้อยใจนะว่าทำไมเราเล่นละครมา 6 ปีแล้วคนเพิ่งรู้จัก สำหรับเฟิร์นสิ่งที่ผ่านมามันคือการเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อสิ่งนี้จริงๆค่ะ”

“บทที่เฟิร์นเล่นช่วงแรกเป็นบทร้ายแบบฮาๆ เป็นตัวร้ายที่โดนแกล้งตลอด เช่น โดนนางเอกแกล้งจับลงโอ่ง ใส่รองเท้าส้นสูงวิ่งหนีควายอยู่ในนา ผ่านมาแล้วทั้ง บทใสๆ เลขา สาวเฉิ่มๆ นางเอกเจ้าน้ำตา แนวดราม่าก็มีอย่าง ละคร รักนะเป็ดโง่ เล่นเป็นเพื่อนนางเอกที่ร้ายลึก ช่วงแรกค่อนข้างเครียดเหมือนกัน และโชคดีได้ทำงานกับคนเก่งโดยเฉพาะผู้กำกับชั้นครูอย่าง คุณชนะ คราประยูร ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากจริงๆ กลัวว่าเราจะเป็นตัวถ่วงให้คนอื่นช้าไปด้วย แต่เฟิร์นเป็นคนที่อดทนเชื่อว่า ถ้าตั้งใจกับงานจะทำให้เราโตเร็วขึ้น”

“จนรกะทั่งมาถึงตัวละคร‘มายด์’ เฟิร์นรู้สึกเลยว่าบทนี้มีมาเพื่อเราจริงๆ ฉะนั้นเราต้องทำออกมาดีสมกับที่ได้รับมา โชคดีเฟิร์นจบด้านการแสดงมาโดยตรง ซึ่งตอนเรียนมาทางสายละครเวที มันช่วยได้ในการวิเคราะห์ตัวละคร  ตอนทำ Thesis ก็เป็นละครเกี่ยวกับคนโรคจิตเหมือนกัน กระแสตอบรับในโซเชียลดีเกินคาด คนด่ามายด์เยอะมาก แบบ ‘แรดมาก’  ‘น่าตบ’ (หัวเราะ) รู้สึกดีใจนะคะ เฟิร์นร ประทับใจตรงที่คนดูจากเรื่องนี้ ได้ย้อนกลับไปดูผลงานเก่าๆ ของเราแล้วก็จำได้ว่าเราเคยเล่นเป็นคนนี้ในเรื่องนั้น และมีบางคอมเม้นท์ประทับใจเป็นพิเศษ เวลาที่มีคนบอกว่าสงสารมายด์ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราต้องการสื่อสารกับคนดูว่ามายด์เป็นโรคประสาท มันมีเหตุผลที่รองรับการกระทำนะ เราพยายามสร้างตัวละครให้คนไม่คิดว่านังคนนี้มาแย่งสามีชาวบ้านอย่างเดียว คือตัวละครต้องมีปม มีที่มาที่ไป”

  โอม Cocktail กับความสำเร็จเกินร้อยภายใต้หน้ากากหอยนางรม

นับตั้งแต่เปิดหน้ากากหอยนางรมในรายการ The Mask Singer  ซีซั่น 2 ตามมาด้วยกระแสยอดวิวยูทูปทะลุร้อยล้าน วันนี้เราจึงต้องขอจับเข่าคุยกับ โอม Cocktail หรือ โอมปัณฑพล ประสารราชกิจ ถึงเบื้องหลังความสำเร็จที่เกินความคาดหมายบนเส้นทางดนตรีที่ยาวนานถึง 15 ปีของวงร็อคอินดี้ และปรากฏการณ์ที่ทำให้เขากลับมาโด่งดังเป็นพลุแตก

“ผมเริ่มสนใจดนตรีตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ตอนนั้นแค่คิดกันสนุกๆ ว่าอยากทำดนตรีกับเพื่อนๆ แต่วงเราโชคดีที่ตอนนั้นกระแสอินดี้กำลังบูม ทำให้วงเล็กๆ อย่างเรา มีโอกาสไปเล่นตามงานอินดี้ต่างๆ จุดเริ่มต้นค็อกเทลเกิดจากตรงนั้น พูดได้เลยว่าผมมาสายอินดี้และประสบความสำเร็จจากซิงเกิ้ลเพลง ‘อาจเพราะ’ เพลงแรกเรามียอดวิว 5-6 ล้านในยูทูป ถือว่ายิ่งใหญ่มากในความรู้สึกของวงอินดี้วงหนึ่งที่ไม่มีสังกัดเลย ต่อมาได้มีโอกาสร่วมงานกับทางค่ายจีนี่ฯ การทำเพลงก็ยังมีอิสระเหมือนเดิม เราโชคดีที่ทางค่ายให้โอกาสและเอ็นดูพวกเรา ตอนนั้นปล่อยเพลง ‘เธอทำให้ฉันเสียใจ’ มันเป็นเพลงดังก็จริง แต่ว่าเป็นเพลงใครคนก็ไม่รู้จักอีกอยู่ดี จนกระทั่งเพลง ‘คุกเข่า’ ปุ๊บ มันเปลี่ยนเป็นเพลงนี้ วงนี้คนรู้จัก แต่เขาก็ไม่รู้อีกว่า’ใคร’ เล่นเพลงนี้ (หัวเราะ) กว่าที่คนจะจดจำเราได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย วงเราผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ มีสมาชิกทั้งเก่าและใหม่เข้าออกเรื่อยๆ มาถึงตอนนี้เหลือผมคนสุดท้ายที่ยังอยู่”

“พอดีกับเป็นช่วงที่กำลังทำอัลบั้มใหม่ ทางรายการ The Mask Singer ติดต่อเข้ามา ผมก็ตัดสินใจรับเลยครับ ไม่ได้คิดอะไรนอกจากไปสนุกและทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น แต่มันเกินความคาดหมายไปเลย ไม่คิดว่าเราจะมีแฟนคลับมากขึ้น มีคนรู้จักว่า ‘โอม ค็อกเทล’ คือใคร รู้สึกว่าที่ทำไปไม่เสียเปล่า ส่วนเหตุผลที่เลือกหน้ากากหอยนางรมผมว่ามันดูแหยะๆ (ยิ้ม) คือเราไม่อยากพรีเซนต์ความแข็งแรง หรือความอ่อนโยนจนเกินไป ทำให้คนเดากันไปต่างๆนานา ช่วงแรกมีคนทายว่าเป็นผู้หญิงด้วย แต่หลังๆ เริ่มเดาถูก เพราะเนื้อเสียงของเรามันเป็นเอกลักษณ์ด้วยมั้ง แต่ต่อให้เขารู้ก็ยังตามดูต่ออยู่ดี ผมว่าส่วนหนึ่งคงเพราะการเลือกเพลง ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ยากพอสมควร เราต้องตีโจทย์ว่าแต่ละวีคจะเลือกเพลงอะไรให้มีจุดเชื่อมโยงกับคนดูได้ วีคที่ร้องเพลง ‘หมดห่วง’ นั่นก็เป็นจุดที่เกินความคาดหมาย ผมไม่คิดว่ายอดวิวในยูทูปมันจะไปไกลขนาดนั้น ล่าสุดเพลง ‘ตราบธุลีดิน’ ยอดทะลุ 100 ล้านวิวไปแล้ว มันชื่นใจจริงๆ ครับ”

  กระติ๊บ- ชวัลกร 10 ปีที่รอคอยกับชีวิตที่เปลี่ยนไปหลัง ‘เพลิงพระนาง’

จากละครพีเรียดฟอร์มยักษ์ เรื่อง ‘เพลิงพระนาง’ ที่กระแสแรงสนั่นจอทะลุโลกโซเชียลจนได้ชื่อว่าเป็นนางร้ายสายตบกระติ๊บ– ชวัลกร วรรธนพิสิฐกุล บอกว่ากว่า 10 ปีที่เข้าวงการมาเธอผ่านมาหมดแล้วทั้งจุดพีคสุดและต่ำสุดของชีวิตเคยคิดกระทั่งจะฆ่าตัวตายจากอาการโรคซึมเศร้า #เป็นนางร้ายมันเหนื่อยกว่าที่คิดนะ

“ติ๊บเข้าวงการบันเทิงจากการประกวดเวทีนางงาม มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สประจำปี 2551ตำแหน่งงงามอย่างไทยและตำแหน่งรองอันดับ 2 ค่ะตอนนั้นเพิ่งอยู่ปี 1 เรียนอยู่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ม.ศิลปากรและเป็นครูสอนศิลปะไปด้วยเด็กต่างจังหวัดอย่างเราต้องดิ้นรนพอดีประกวดปีนั้้นไม่ต้องใส่ชุดว่ายน้ำด้วยเราก็คิดแค่ว่าได้กินข้าวโรงแรมฟรีทุกวันก็เริ่ดแล้วตอนมาประกวดมีแค่รองเท้าคู่ละ 199 คู่เดียวเป็นเด็กกะโปโลมากจริงๆ การได้ตำแหน่งมามันเป็นอะไรที่เราไม่คาดฝันเลย ชีวิตเหมือนฝันจริงๆค่ะไปไหนใค ร ๆ ก็เรียกนางงาม (ยิ้ม) หลังจากนั้นได้ตำแหน่งตามสัญญาก็ได้มาเล่นละครกับช่อง 7 ค่ะ”

“จุดเปลี่ยนคือติ๊บไปเล่นเรื่อง ‘บ้านศิลาแดง’ ของพี่นิด (อรพรรณ วัชรพล) ตอนนั้นรู้สึกอิ่มตัวกับบทนางร้าย จนติ๊บพูดกับพี่นิดไปตรงๆ เลยว่า ติ๊บเล่นให้พี่นิดไม่คุ้มเลย เพราะเล่นร้ายเหมือนกันทุกเรื่อง คือเรารู้ตัวว่าไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปได้อีกสองวันต่อมาพี่ินิดให้ไปเรียนกับหม่อมน้อย (ม.ล.พันธ์เทวนพเทวกุล)ทำให้เราค้นพบโลกใหม่ เพิ่งรู้ว่าที่ผ่านมาเข้าใจผิดหมดเลย ติ๊บไม่เคยเรียนการแสดงเลยตั้งแต่เข้าวงการมา ที่มาผ่านใช้วิธี ครูพักลักจำมาตลอด”

“จนได้มาเล่นเรื่อง ‘เจ้านาง’ เรื่องนี้เราขอเดิมพันกับทางช่อง 7 ว่าถ้าเราเล่นบทนี้ผ่านต้องให้ เราเล่นเรื่อง ‘เพลิงพระนาง’ ตอนแรกเขาวางบท ‘ปิ่นมณี’ มาให้แต่เราขอดื้อๆเลยว่าอยากได้บท ‘ตองนวล ‘มีกระแสดราม่าเข้ามาตั้งแต่เริ่มวางตัวละครคือเราโดนเอาไปเปรียบเทียบกับตัวละครเวอร์ชั่นเก่ามีคอมเม้นท์ประมาณว่า‘ถ้าเป็นกระติ๊บเล่นจะไม่ดูช่อง 7 ‘ไม่เอาคนนี้บารมีไม่ถึง’ บอกตรงๆว่าไม่ท้อนะคะตรงกันข้ามมันกลับเป็นแรงฮึดว่าทำไมเราอยู่มาจะ 10 ปีแล้วคนยังจำชื่อเราไม่ได้เราขอใช้โอกาสตรงนี้เพื่อพิสูจน์ตัวเอง และยิ่งดีใจไปอีกที่ได้เล่นกับพี่อั้ม- พัชราภา ซึ่งช่วยเยอะมากๆเลยเรื่องการส่งบทคือก่อนเราเข้าฉากกันจะมีการบรีฟ 3 คนพี่อั้มพี่ยุ้ย-จีระนันท์และติ๊บจ ะ มาคุยกันว่าเราจะเล่นแค่ไหนดีติ๊บโชคดีมากที่ผ่านมาได้และงานออกมาดีพวกพี่ๆมีส่วนมากๆที่ทำให้เราเชื่อได้จริงๆว่า ‘ฉันคือตองนวล‘ ถ้ายังคิดเหมือนเดิมว่าเราคือเราเขาคือพี่อุ้มพี่ยุ้ยติ๊บตายแน่นอน

“ฉากที่คนพูดถึงคือตอนสุดท้ายที่เจ้านางตองนวลเป็นบ้าพอฉากนี้ออกไปคอมเมนท์ถล่มทลายติ๊บรู้สึกเหมือนตายแล้วกลับมาเกิดใหม่ แอคติ้งในนั้นคิดเองหมดเลยเอาไม้มาหวีผมนั่งกล่อมลูกที่บอกว่าเหมือนตายแล้วเกิดใหม่นี่เรื่องจริงเลยน ะคะ ติ๊บเคยผ่านช่วงที่แย่ที่สุดมาก่อนเคยมีช่วงที่ล้มเหลวเพราะแบ่งเรื่องงานกับเรื่องเรียนไม่ได้จนทำให้เราเรียบไม่จบมากองละครก็สายกลับไปเรียนไม่ทันโดนตัดสิทธิ์สอบอีกเริ่มเหนื่อยและเครียดจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าร้องไห้หนักมากนอนไม่หลับ 3 วันติดต่อกันเคยคิดถึงขั้นอยากฆ่าตัวตายมาแล้วคือเราเราเข้าใจเลยว่าคนที่เคยอยู่ในจุดที่ดำดิ่งที่สุดมันเป็นยังไงทั้งกินยานอนหลับไปจนถึงฉีดแวร์เลี่ยมมาแล้วต้องให้หมอรักษาอยู่สักพักใหญ่ๆจนเริ่มดีขึ้น”

ติดตามอ่านคอลัมน์ Outstanding ฉบับเต็มได้ในสุดสัปดาห์ฉบับ 1 กันยายน 2560

Text : Poommy Photo : JoJoJae

สไตลิส : Pipat Kim

แต่งหน้า อาทิตย์ นิลศิริ ทำผม รุ่งโรจน์ เชื้อสุวรรณ

เสื้อผ้า : T And T ชั้น 2 ดิเอมควอเทียร์ และที่ร้าน The Wonder Room ชั้น 3สยามเซ็นเตอร์

ขอบคุณสถานที่ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว โทร. 02-541- 1234