ขุ่นแม่ เอกกี้ เปิดชีวิตแบบหมดเปลือก สวย เริ่ด เชิด เลือกได้อีกต่างหาก

315
ขุ่นแม่ เอกกี้ เปิดชีวิตแบบหมดเปลือก

Ekky_01_00

หากให้เอ่ยชื่อพิธีกรที่เห็นหน้าบ่อยที่สุดขึ้นมาสักคนหนึ่ง แน่นอนเลยว่า พิธีกรมากฝีมืออารมณ์ขันที่เห็นทีไรเป็นต้องยิ้ม หัวเราะท้องแข็งไหลไปกับฝีปากกล้า มุกเด็ดๆ อย่าง เอกกี้ – เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ์ ต้องติดท๊อปลิสต์แน่นอน อ๊ะ การันตีด้วยเวทีการประกวด เดอะสตาร์…ค้นฟ้าคว้าดาว เลยก็ได้ เพราะดูทีไร พิธีกรอย่างเอกกี้ มักจะจัดเต็มเสื้อผ้า หน้าผม การแสดงมาเซอร์ไพรส์โชว์แฟนๆ ให้ได้ฮา อลวนไปด้วยความสุขเสมอ เรียกได้ว่า เป็นม้าเด่น ยืนเจิดจ้าบนเวทียิ่งกว่าผู้เข้าประกวดแข่งขันซะอีก แถมเจ้าตัวก็แฮปปี้สุดๆ เรื่องการแกรนด์โอเพ่นนิ่งว่าไม่ใช่ผู้ช๊าย ผู้ชายแท้ แหม่ ขอคารวะจริงๆ เพราะหลังจากเปิดตัวก็ใช่ว่าตารางงานของเจ้าตัวจะเบาบางเหมือนปุยเมฆนะจ๊ะ ตรงกันข้ามตารางงานกลับแน่นเอี๊ยดยิ่งกว่าพระเอก – นางเอกแถวหน้าซะอีก ว่าแต่ตอนนี้ ขุ่นแม่เอกกี้ ใช้ชีวิตกับตารางงานยังไงบ้าง ไปอัพเดตกันด่วนเลยจ้า-า-า

เปิดทีวีแล้วเห็นหน้า “ ขุ่นแม่ เอกกี้ ” แทบทุกวันอยากถามว่าเดือนหนึ่งทำงานกี่วัน

เอาเป็นว่าหยุดได้ไม่เกิน 2 – 3 วัน นอกนั้นทำงาน ปกติจะมีคิวที่ล็อกอยู่แล้วทั้งปีสำหรับบางรายการ เพื่อนๆ ก็ว่าบ้างาน แต่ตัวเองมองเป็นเรื่องของจังหวะและโอกาส มีงานเข้ามาเรื่อยๆ บางงานก็ต้องปฏิเสธเพราะเวลาไม่พอ แต่ส่วน
มากจะรับหมด มองว่าไม่ว่างานจะเล็กหรือใหญ่สำคัญหมด

เคยถามตัวเองไหมว่าทำงานเยอะไปเพื่ออะไร

เพื่อพ่อแม่ และเพื่อตัวเอง เวลาทำงานจะไม่ค่อยนึกถึงตัวเงิน เหมือนว่าทำแล้วเรามีความสุขก็ทำ

งั้นคงต้องถามถึงงานที่จะรับ

ต้องเหมาะกับเรา อย่างรายการโทรทัศน์ที่เป็นพิธีกรก็ต้องไม่ซ้ำกับรายการที่ทำอยู่ แต่ถ้าเป็นละครก็จะดูบทเป็นหลักว่าบทนั้นควรเป็นเราเล่นไหม เรามีคิวน้อยอยู่แล้ว ถ้าจะรับละครก็ต้องเป็นบทที่รู้สึกว่าควรจะเป็นเราจริงๆ

ไปเอาพลังมาจากไหนเยอะแยะ

นั่นสิ ไปเอาพลังมาจากไหนวะ (หัวเราะ) หลังๆ คงเป็นเพราะปลงกับชีวิตมั้ง เลยทำให้มีพลังในการทำงาน เชื่อว่าพอเรามีความสุขกับงานที่ทำ เราก็จะมีพลังทำมัน แฮ็ปปี้ ไม่ห่อเหี่ยว

เวลาพักผ่อนสำหรับ เอกกี้ คือช่วงไหน

ช่วงเล่นเทนนิสหลังสองทุ่ม บางรายการเลิกเร็ว ถ่ายถึงแค่สี่ห้าโมงเย็นก็เสร็จ ถ้าไม่ต้องไปทำงานพิธีกรงานอีเว้นต์ต่อก็จะไปเล่นเทนนิสกับเพื่อน ดีที่เป็นคนจัดการชีวิตล่วงหน้าได้ อย่างตอนนี้ก็รู้แล้วว่าเดือนหรือสองเดือนข้างหน้าจะ
ต้องทำอะไร การหยุดยาวจะไม่ค่อยมี โชคดีที่เป็นคนไม่ค่อยเที่ยวอยู่แล้ว กลัวการนั่งเครื่องบินและชอบอยู่บ้าน ชอบอยู่กรุงเทพฯ ชอบอยู่ประเทศไทย ในประเทศไกลสุดก็แค่หัวหิน เขาใหญ่ ต่างประเทศก็ญี่ปุ่น เพราะไม่ต้องขอวีซ่า เคยอยากไปลอนดอน แต่พอนึกว่าต้องทำเรื่องขอวีซ่าก็เริ่มขี้เกียจ (หัวเราะ)

ทำงานเยอะขนาดนี้ ปีที่แล้วให้อะไรเป็นรางวัลชีวิต

อุ๊ย ให้มาหมดแล้ว (หัวเราะ) บ้าน คอนโดรถยนต์ มีหมดแล้ว ตอนนี้ความตั้งใจอย่างเดียว คือดูแลคุณพ่อคุณแม่ให้เต็มที่ที่สุด

ดูให้ความสำคัญกับคุณพ่อคุณแม่มาก

ใช่ คนเราเกิดมาเรามีพ่อกับแม่แค่คนเดียว เราเห็นเขาเลี้ยงเรามาตั้งแต่เด็ก เห็นความอดทน ความเสียสละ เมื่อวันหนึ่งดูแลเขาได้ ก็ต้องทำให้เต็มที่เหมือนที่เขาดูแลเรามา ชีวิตเราก็มีช่วงรันทด อย่างตอนเกิดภาวะฟองสบู่แตกครอบครัว
ก็ลำบาก แต่เมื่อได้เห็นคนอื่นที่เขาเจอหนักกว่า เราก็มองเป็นเรื่องจิ๊บๆ เราไม่เคยอดข้าวอดน้ำ ตอนเด็กแม้ไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ลำบากมาก

เอกกี้ มีรายทีวีเป็นของตัวเอง

ก็มีรายการ ปากว่ามือถึง และรายการ ตู้คู่ตังค์ ออนทางช่อง 3 HD รายการ เอกกี้…เมาท์ และเกรียนพอสสิเบิ้ล ออนทางช่อง GMM 25 ส่วนรายการอื่นๆ อย่างรายการ ได้เวลาสแกน ที่ออนทางช่องอมรินทร์ทีวีนี่รับจ้างทำ รายการ ปากว่ามือถึง ทำมาสามสี่ปีแล้ว เหมือนเจอหุ้นส่วนที่คุยแล้วถูกใจกัน เราอยากทำรายการวาไรตี้สนุกสนาน แขกรับเชิญมาออกแล้วได้ปลดปล่อย ไม่ได้ถามเป็นแพตเทิร์น คำถามจะออกแนวจิกกัด แซว เช่น “นี่เธอ วันนี้เธอใส่ชุดอะไรมา” คือฟรีสไตล์มาก รายการ ตู้คู่ตังค์ มาจากที่เราอยากแจกของในรายการจะมีรถตู้คันหนึ่งไปกับเราตามที่ต่างๆ พอไปถึงก็จัดอีเว้นต์ใหญ่ๆ ขึ้นงานหนึ่ง และเชิญแขกรับเชิญมานั่งคุยนั่งถาม ถามๆ อยู่อยากแจกก็แจก

ส่วนรายการ เอกกี้…เมาท์ ก็เชิญแขกมานั่งเมาท์อย่างสนุกสนาน ขณะที่ เกรียนพอสสิเบิ้ล นี่เริ่มจากความคิดอยากเปิดบ้านต้อนรับเด็กๆ ผู้ชาย (หัวเราะ) เลยบอกกับทีมที่ทำไปว่าอยากทำรายการที่มีคอนเซ็ปต์ประมาณว่าเอาเด็กผู้ชายมาสัก 8 คนมาถ่ายทำเป็นเรียลิตี้ ถามว่าทำไมต้อง 8 คน เราจำมาจากรีเสิร์ชที่เขาทำในรายการเดอะสตาร์ ว่าจำนวนเท่านี้คนดูจะจำได้ ถ้ามากกว่านี้จะไม่ค่อยจำว่าใครชื่ออะไร เราก็ช่วยคัดตั้งแต่แรก ดูไดนามิก ดูคาแร็คเตอร์ของคนที่มาสมัคร ถ้าซ้ำกันก็ไม่เอา ทุกคนจะต้องมีคาแร็คเตอร์ที่แตกต่าง แล้วสร้างเรื่องราวที่ทำให้คนดูรักและผูกพันกับพวกเขาได้

ตัว เอกกี้ เองก็เปิดตัวในรายการ เดอะสตาร์

ใช่ ใน เดอะสตาร์ 4 มันก็ไม่ได้ตั้งใจเปิดตัวเสียทีเดียว แต่เขาแซวไปแซวมาจนกลายเป็นเรื่อง “ขอต้อนรับเข้าสู่งานแกรนด์โอเพนนิ่งของพี่เอก” หลังจากนั้นก็มีคนพูดไปทั่ว พอมาจัดรายการที่กรีนเวฟก็โดนแซวอีก ทุกอย่างมันมาโดยธรรมชาติ คงถึงเวลาจุดพลุของมันเอง (หัวเราะ) เพราะไม่เคยที่จะมาคิดแผนการว่าเราจะเปิดหรือไม่เปิด ทุกวันนี้ก็ไม่เคยบอกใครว่าเราเป็นแบบไหนหรือเป็นอะไร

ขณะที่คนอื่นสนุกกับการเปิดตัวของเรา แต่ทางครอบครัวล่ะ

ไม่เห็นมีอะไรเลย ครอบครัวก็มีความสุขดีนี่ (พูดล้อตัวเองแบบขำๆ) พ่อแม่โอเค เขาก็แฮ็ปปี้นะที่เราทำงานและดูแลเขาได้เป็นอย่างดี เราไม่เคยมานั่งคุยกันว่าเอกเป็นอะไร หรือถามว่าพ่อแม่รับได้ไหม คุณพ่อคุณแม่เราเป็นคนสบายๆ
เขาเข้าใจ อีกอย่างเราก็ไม่ได้พาผู้ชายเข้าบ้านอย่างบ้าคลั่ง เขารู้อยู่แล้วว่าเราไม่แรด อยู่ที่บ้านเราก็อยู่ของเราเงียบๆ เวลาคุยก็คุย เวลาไม่คุยก็ไม่คุย อยู่นอกบ้านเราต้องคุยตลอด พออยู่บ้านเลยพูดน้อย คิดว่าหลายคนคงเป็น อาจจะมีบางวันที่มีเรื่องอยากเล่า อยากเมาท์ ก็จะคุยกันเยอะหน่อย คุณพ่อคุณแม่จะไม่ค่อยถาม เขารู้ว่าถ้าเอกอยากเล่าเดี๋ยวเล่าเอง ถ้าเห็นเราเงียบเขาจะรู้ว่าเราเหนื่อยอยู่

ภาพเอกกี้ที่คนเห็นมักจะมาพร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ แต่ในความเป็นจริงชีวิตคนคงไม่ได้สุขทุกวัน…

ก็ มีวันที่เศร้า ถ้าเป็นแต่ก่อนจะซึมเวลามีความรัก ไม่ทำงานทำการ มัวแต่ร้องไห้ แต่พอเราผ่านเรื่องนี้มาได้ไม่ว่าเรื่องไหนก็ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องใหญ่อีก ต่อไป เรื่องที่มองว่าใหญ่สำหรับเราตอนนี้คือการป่วยไข้ของคุณพ่อคุณแม่ที่เจ็บ
ทีหนึ่งก็หนัก จะห่วงเรื่องนี้มากกว่า

ที่ผ่านมาเคยคิดจะออกจากวงการไหม

เคย มีช่วงหนึ่งที่จัดรายการกรีนเวฟช่วงดึกประมาณตีสองหรือตีสี่นี่แหละ เราเหลวไหลไงเลยต้องไปจัดช่วงนั้น เป็นช่วงที่ชีวิตตกหลุม คิดว่าเราคงทำได้แค่นี้มั้ง เลยคิดจะลาออกไปเรียนต่อเมืองนอก แต่มีผู้ใหญ่มาห้ามก่อนว่าจะออก
ไปทำไม “ถ้าไปแล้วกลับมาเธอจะไม่ได้ทำอะไรแบบนี้อีกแล้วนะ” พอคุยกับผู้ใหญ่เขาก็เปลี่ยนให้มาจัดตอนบ่ายๆ ก็คิดว่าถ้าต้องจัดแบบนิ่งๆ ทำเสียงหล่อ มันก็ไม่ใช่เราแล้ว เลยจัดแบบเป็นตัวเอง คิดว่าไหนๆ ก็จะลาออกแล้ว ถ้าจัดสไตล์แบบที่เป็นตัวเองแล้วโดนไล่ออกก็ช่างมัน ซึ่งนั่นก็คือจุดหักเห เปลี่ยนมาจัดแบบที่อยากจัด เป็นสไตล์เอกกี้ ผลคือคนฟังชอบมาก สังเกตจากเอสเอ็มเอสที่ส่งเข้ามาบอกว่า “สนุก บ้าดี ตลก” ของแบบนี้มันมาเอง ไม่ได้พุช มันขึ้นอยู่ที่โอกาส จังหวะ และความพร้อมจริงๆ

ถ้าให้พูดถึงโมเมนต์แห่งความทรงจำที่เป็นที่สุดของการเป็นยูเอชที จะนึกถึงตอนไหน

ตอนทำอัลบั้มกับวงยูเอชทีนี่แหละ มันคือความฝัน ฝันอยากเป็นนักร้องมาแต่ไหนแต่ไร แล้ววันหนึ่งก็ได้ก้าวเข้ามาทำ ได้ทำงาน มีเงิน ได้ช่วยเหลือครอบครัว ได้ทัวร์คอนเสิร์ต ร้องเพลง เจอผู้คน มีแฟนคลับ ทุกอย่างคือโมเมนต์ที่น่าจดจำ มันคือประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม การที่ในช่วงชีวิตหนึ่งเราได้มาทำงานร่วมกับคนอีก 5 คนมันต้องมีอะไรบางอย่างร่วมกันมา ตอนนี้ความสัมพันธ์กับทุกคนก็ยังดีเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่ค่อยได้เจอ เพราะต่างคนต่างทำงาน แต่ยังมี
ไลน์กรุ๊ปติดต่อกัน เวลาทักทายทุกคนก็จะ “อีเอกกี้…” แต่เห็นเราแฮ็ปปี้ เขาก็แฮ็ปปี้

ขอกลับไปที่เรื่องความรัก ตอนอกหักอาการมันหนักหนาขนาดไหน

ก็วัยรุ่นน่ะ พออกหักก็บ้าคลั่ง ไม่ยอมทำงาน ร้องไห้อยู่นั่นแหละ เวลารักก็รักมาก พี่ฉอด พี่อ้อยก็เอาไม่อยู่นะจ๊ะ (หัวเราะ) แต่ก่อนมันยังคิดไม่ได้ไง พอคิดไม่ได้ก็ไม่สงบ แต่อยู่ๆ ก็คิดขึ้นมาได้เองว่าเราจะมัวนั่งร้องไห้ทำไม เพราะ
ในขณะที่เราร้องไห้อยู่นั้น เขาไปลั้นลากับอีกคนหนึ่ง แล้วยังไงล่ะ ก็เลยหยุด ไม่เอาแล้ว เหมือนคนสูบบุหรี่ที่อยู่ๆ ก็เลิกได้เอง คนที่อกหักต่อให้ใครให้คำปรึกษาดีแค่ไหนก็ไม่หายถ้าตัวคุณไม่ลุกขึ้นหรือไม่พร้อมที่จะลืม คุณเท่านั้นที่ต้องช่วยเหลือตัวเอง ต่อให้เพื่อนบอก “มึงเลิกเลยๆ” ถ้าใจมันยังไม่อยากเลิก ยังไงก็ไม่เลิก ต้องตัวเราบอกตัวเราเอง “ถ้าเขาดีพอก็คบไป แต่ถ้าเขาไม่ดี จะอยู่กับเขาทำไมให้ช้ำใจ”

คำถามสุดท้าย เวลาสัมภาษณ์คนที่เป็นเพศทางเลือก คำถามหนึ่งที่ผมมักจะถามคือ ถ้าบั้นปลายต้องอยู่คนเดียว วางแผนชีวิตอย่างไร

ทำงานเก็บเงินไว้เลย สวางคนิวาสรอเราอยู่ เรื่องอนาคตใครจะรู้ เราอาจจะแก่ตายหรือไม่ได้ตายตอนแก่ก็ได้ ตอนนี้ก็ใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องดิ้นรนมาก นิ่งๆ แล้วจะมีความสุข ไม่ต้องไปพยายามดึงใครเข้ามาให้ทุกข์ใจ จริงๆ แล้วการที่ใครเข้ามาในชีวิตคนหนึ่ง มันคือการเพิ่มห่วงให้เรานะ ยิ่งถ้าเรารู้ตัวว่าเรารักใครแล้วต้องดูแลเขานั่นคือห่วงเลย เพราะฉะนั้นถ้าจะต้องเลือกห่วงสักห่วงเข้ามา ก็ต้องเลือกห่วงที่ดีกับเรา เพราะตอนนี้ชีวิตเราก็ดีอยู่แล้ว คิดง่ายๆ ว่าคนที่เข้ามาถ้าเป็นคนดีก็พาไปสู่ชีวิตที่ดี ถ้าไม่ดีก็พาชีวิตพัง เรื่องลูกนี่ไม่ต้องคิดว่าจะหามาเลี้ยงเลย เพราะคิดว่าตัวเองต้องห่วงมากแน่ๆ ต้องบ้ากับลูกมาก “ลูกอยู่ไหน” “ทำอะไรอยู่” “นอนได้แล้ว” “เอ๊ะ ทำไมวันนี้สกปรกจัง” แค่คิดก็เหนื่อย ไม่มีดีกว่า สงสารเด็ก (หัวเราะ)

Text: สหัสวรรษ ใฝ่เจริญ
Photo: GUGG