10 เรื่องราวประทับใจของ แม่แห่งแผ่นดิน พระคู่พระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9

2644

เบื้องหลังกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ มีพระราชินีผู้เป็นดั่ง แม่ของแผ่นดิน คอยติดตามอยู่ แทบทุกย่างพระบาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ประชาชนของพระองค์จะได้เห็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระคู่พระบารมีของพระองค์ ทรงงานอยู่เคียงข้างเสมอไม่เคยขาด ในวันที่คิดถึง “พ่อ” เราจึงขอน้อมนำเรื่องราวของ “แม่” มานำเสนอ เพื่อให้คนไทยได้ระลึกว่า “แม่” ของเราคือ “แม่” ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระอิสริยยศเดิมว่า หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ทรงเป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร (สนิทวงศ์) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๗๕ และทรงได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนาม “สิริกิติ์” จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ อันมีความหมายว่า “ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร”

กระทั่งวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์” จากนั้นในวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระเกียรติยศขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี” ต่อมาในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๙๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระนามาภิไธยขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” นับเป็น “สมเด็จฯพระบรมราชินีนาถ” พระองค์ที่ ๒ แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์

ทรงมีจิตวิญญาณศิลปิน

เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ พระองค์ไม่เพียงทรงพระปรีชาสามารถและเอาพระราชหฤทัยใส่ต่อการศึกษาเป็นอย่างดียิ่ง แต่ยังสนพระราชหฤทัยและมีพรสวรรค์ในวิชาดนตรีเป็นพิเศษ จนมาดามเรอเน่ และมาดามฟรังซิสก้า ครูผู้ฝึกสอนดนตรี ออกปากชมอย่างจริงใจว่า “พระองค์ทรงมีจิตวิญญาณศิลปินติดพระองค์มาแต่กำเนิด” โดยทรงอ่านโน๊ตและทรงขับร้องเพลงได้ถูกต้องตามจังหวะอย่างน่าอัศจรรย์ใจ นอกจากนั้นยังทรงพระปรีชาสามารถทรงเปียโนได้ไพเราะยิ่งกว่าเด็กทุกคนในวัยเดียวกัน ครั้งนั้นพระองค์จึงตั้งพระราชหฤทัยที่จะเป็นนักเปียโนผู้มีชื่อเสียง แต่เมื่อทรงเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ขณะที่พระชนมพรรษาได้ ๑๗ พรรษา จึงทรงเป็นสมเด็จพระราชินีของปวงชนชาวไทยเสียก่อน

รักแรกพบของในหลวงรัชกาลที่ 9

สำหรับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นรักแรกพบของพระองค์ ที่ทรงประทับพระราชหฤทัยตั้งแต่แรกพบเมื่อปี ๒๕๒๑ แต่สำหรับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่าเป็น “เกลียดแรก” พบเสียมากกว่า โดยระหว่างที่ทรงพระราชทานสัมภาษณ์ในสารคดีเรื่อง “ขวัญของชาติ” ของสถานีโทรทัศน์ BBC ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พระองค์ทรงพระราชทานสัมภาษณ์ถึงรักแรกพบ โดยมีความตอนหนึ่งว่า

“สำหรับข้าพเจ้าเป็นการเกลียดแรกพบมากกว่ารักแรกพบ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย ๔ โมง แต่จริงแล้วเสด็จมาถึง ๑ ทุ่ม ช้ากว่านัดหมายตั้ง ๓ ชั่วโมง…ทำให้ข้าพเจ้าต้องซ้อมถอนสายบัวอยู่จนแล้วจนเล่า จึงเป็นการเกลียดเมื่อแรกพบมากกว่า”

และเมื่อเมื่อเสด็จฯ มาถึงราชเลขาฯ ได้เชิญแต่ผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะเสวย แล้วให้เด็กไปรับประทานอาหารจีนอีกที่ จึงทำให้ ม.ร.ว.สิริกิติ์ในขณะนั้น ขุ่นเคือง เมื่อตรัสถึงเรื่องนี้ทั้งสองพระองค์จะทรงพระสรวล โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงล้อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่า “เดินตุปัดตุเป๋ หน้างอ คอยถอนสายบัว” สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงกราบบังคมทูลตอบว่า “ที่หน้างอ เพราะให้แต่ผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะเสวย เด็กกลับไล่ไปกินที่อื่น

จนเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๔๙๑ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และมีพระราชกระแสรับสั่งให้ ม.ร.ว.สิริกิติ์เข้าเฝ้าฯ เยี่ยมพระอาการ และถวายการพยาบาลอย่างใกล้ชิดเป็นประจำ โดย ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เขียนเล่าใน “บันทึก เป็น อยู่ คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ไว้คราวหนึ่งว่า สิ่งแรกเมื่อรู้สึกพระองค์คือทรงหยิบรูป ม.ร.ว.สิริกิติ์ออกจากพระกระเป๋า ส่งถวายสมเด็จพระราชชนนี พร้อมกับรับสั่งว่า “แม่ เรียกสิริมาที” ซึ่งตอนที่ทรงประสบอุบัติเหตุ ทรงได้รับบาดเจ็บที่พระเนตรและพระเศียร ตอนเข้าเฝ้าฯ ก็ให้จับพระหัตถ์ท่านแล้วบอกชื่อ พอถึงสมเด็จฯ ท่านก็ทูลว่า “ม.ร.ว.สิริกิติ์ เพคะ” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชท่านทรงจับมืออยู่นานพอสมควรเลย

นอกจากนี้ท่านผู้หญิงเกนหลงกล่าวว่า รูปม.ร.ว.สิริกิติ์รูปนั้นเป็นรูปแรกที่ทรงถ่าย ซึ่งเป็นรูปหมู่ที่ถ่ายตอนบุคคลเข้าเฝ้าฯ ณ สถานทูต ม.ร.ว.สิริกิติ์อยู่เป็นคนสุดท้าย เห็นหน้าไม่ชัด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รับสั่งว่า “ยู้ฮู คนข้างหลังโผล่หน้ามาหน่อยสิ” รูปนั้นทรงตัดเฉพาะหน้าม.ร.ว.สิริกิติ์ไว้ในพระกระเป๋า

ต่อเรื่องนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงตรัสว่า “ข้าพเจ้าไม่ทราบมาก่อนว่า พระองค์ท่านทรงรักข้าพเจ้า…เพราะเวลานั้น อายุเพิ่งย่าง ๑๕ ปี ตั้งใจไว้ว่าจะเป็นนักเปียโน เป็นนักเปียโนที่แสดงในงานคอนเสิร์ต ตอนประทับอยู่ที่โรงพยาบาลหลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ มีพระอาการหนักมากตำรวจเขาโทรศัพท์ไปกราบบังคมทูลสมเด็จพระราชชนนีฯ พระองค์ท่านรีบเสด็จไปทันที แต่แทนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีปฏิสันถารกับพระองค์ ท่านกลับทรงหยิบรูปข้าพเจ้าออกมาจากกระเป๋า โดยที่ข้าพเจ้าไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าพระองค์ทรงมีรูปข้าพเจ้าอยู่ แล้วพระองค์ก็ตรัสให้นำตัวข้าพเจ้าเข้าเฝ้า พระองค์ทรงรักข้าพเจ้า ตอนนั้นข้าพเจ้านึกแต่เรื่องที่จะอยู่กับคนที่ข้าพเจ้ารักเท่านั้น ไม่ได้นึกไปไกลถึงหน้าที่และภาระของพระราชินีเลย…”

ทรงเรียนรู้ที่จะเป็นพระราชินีของปวงชน

ความที่ทรงเป็นราชินีตั้งแต่ทรงมีพระชนมายุเพียง ๑๗ พรรษา จึงทรงต้องเรียนรู้เรื่องต่างๆ จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยมีพระราชดำรัสความว่า “ตอนอายุสิบเจ็ดที่ได้มาเป็นพระราชินี ยังไม่มีความรู้อะไรเลย ก็ได้พระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดูแลสั่งสอนมาตลอด ว่าสิ่งใดควรทำไม่ควรทำบ้าง ทรงสอนให้ข้าพเจ้ารู้จักว่า การที่จะเป็นพระราชินีของไทยจะต้องวางตนอย่างไรบ้าง และมีหน้าที่อย่างไรบ้าง”

ความสุขของแม่อยู่ท่ามกลางประชาชน

“ข้าพเจ้าเป็นพระราชินีตั้งแต่อายุ ๑๗ ปีเศษ ข้าพเจ้าได้ถวายรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้ออกไปช่วยประชาชน แต่ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่าย ข้าพเจ้าจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ท่ามกลางประชาชน เพราะข้าพเจ้ารู้สึกว่าคนไทยเรานี่น่ารัก เมื่อข้าพเจ้าเห็นคนอายุน้อยกว่ามารอพบข้าพเจ้าก็เกิดความเอ็นดู ส่วนผู้ที่อายุมากกว่าก็ให้ความเมตตาแก่ข้าพเจ้า ดังนั้นเราจึงอยู่ด้วยกันด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกันเสมอมาและพยายามจะถ่ายทอดน้ำใจไปสู่กันและกัน” พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๖ รอบ ๗๒ พรรษา เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๗ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต

ทรงอดทนเพื่อราษฎร

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำรัสว่า “(ในหลวง) ทรงสั่งสอนข้าพเจ้าและลูกๆ ว่า เมื่อคนเขายกย่องนับถือให้เป็นประมุขมาเท่าไร ก็ต้องรู้สึกว่าเราต้องทำงานให้หนักกว่าทุกคน” ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นพระองค์ทรงงานอย่างหนัก เพื่อประชาชนของพระองค์ เฉกเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ย้อนไปหลายสิบปีก่อนพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า “มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าอายุ ๑๘ ได้ตามเสด็จ ตอนนั้นเป็นช่วงหลังพระราชพิธีราชาภิเษก เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรทุกจังหวัดและอำเภอใหญ่ๆ ก็เสด็จประมาณ ๙ โมงเช้า เสด็จออกทรงเยี่ยมราษฎรมาเรื่อยๆ ทีนี้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า แหม นานเหลือเกิน ตอนนั้นยังไม่กางร่ม ตอนนั้นยังไม่กลัวแดด ไม่ใส่หมวก ก็รู้สึกแดดร้อนเปรี้ยง หนังเท้านี่รู้สึกไหม้เชียว ก็เดินเข้าไปกระซิบกับท่านว่า พอหรือยัง ก็โดนกริ้ว บอกนี่เห็นไหม ราษฎรเขาเดินมาเป็นวันๆ เพื่อมาดูเราแม้แต่นิดเดียว แต่นี่เรายืนอยู่ไม่เท่าไรละ ตอนนี้ทนไม่ไหวเสียแล้ว” (พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๔)

อีกทั้งยังทรงเคยเล่าว่า “พระเจ้าอยู่หัวไม่ยอมให้ไปยืนค้ำหัวพูดกับราษฎร ถ้ายิ่งเป็นเวลานาน ท่านต้องการให้นั่งลงพูดกับเขา ข้าพเจ้าก็คลานรับประชาชนตลอดเลย เป็นกิโลเลย ท่านมาดูหัวเข่าข้าพเจ้าเดี๋ยวนี้สิ ดำปี๋เลย” (พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๒๕) จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นทั้งสองพระองค์ท่านทรงประทับนั่งบนพื้นเพื่อรับฟังราษฎรของพระองค์มาโดยตลอด

การเป็นแม่คือสิ่งที่ทรงโปรด

เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนอเมริกาและยุโรป นักข่าวหนังสือพิมพ์ที่ขอพระราชทานสัมภาษณ์ถามพระองค์ว่า ทรงโปรดอะไรมากที่สุด สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงตอบคำถามว่า “ฉันรักการเป็นแม่มากที่สุด”

แม่หลวงของผู้ยากไร้

ผศ.นพ.ภากร จันทนมัฎฐะ แพทย์ติดตามเสด็จ เคยเล่าไว้ว่า “ครั้งหนึ่งข้าพเจ้านั่งใกล้พระองค์ท่าน จนได้ยินการสนทนา และทราบว่าหญิงชาวบ้านผู้มาเข้าเฝ้านั้นมีความทุกข์เรื่องหนี้สิน สามีจากเธอไปและทิ้งเธอให้เผชิญหนี้สินตามลำพัง พร้อมด้วยลูกเล็กๆ อีก ๒ คน ข้าพเจ้ามองเห็นว่าความทุกข์ยากแห่งชีวิตได้ฝากริ้วรอยไว้บนใบหน้าของเธอมากเพียงใด ในแววตามีแต่ความสิ้นหวัง และลูกๆ ปราศจากความเบิกบานอย่างที่เด็กๆ ควรจะมีเมื่อรับสั่งถามว่าเป็นหนี้เท่าไร เธอผู้นั้นไม่ยอมตอบ เพียงแต่ทูลว่าหนี้นั้นมากมายเหลือเกิน และข้าพเจ้าได้ยินสมเด็จพระราชินีรับสั่งว่า ‘ไปบอกเจ้าหนี้นะคะ ว่าพระราชินีจะใช้หนี้ให้’  ข้าพเจ้าถึงกับน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว

ผู้สูงศักดิ์ที่สุดของแผ่นดิน ประทับอยู่ท่ามกลางชาวบ้านยากไร้ ทรงมอบความรัก ความช่วยเหลือให้ เด็กๆ จะได้รับขนมแจก, ผู้ป่วยจะมีแพทย์ดูแล, ผู้สูงอายุจะได้รับแว่นสายตา, ผู้ยากไร้จะได้รับพระราชทานความช่วยเหลือเรื่องทุนรอน ไม่มีผู้ใด ที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ

ข้าพเจ้าเคยสงสัยว่าต้องใช้พระราชทรัพย์มากเพียงใด เพราะทุกครั้งที่ราษฎรนำผลผลิตของตนมาก็ได้รับคำตอบว่า ‘พระราชินีรับซื้อทั้งหมดค่ะ’ ข้าพเจ้าพบว่าพระองค์ต้องใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายเข้ามูลนิธิศิลปาชีพ หลายล้านบาทต่อวัน ช่วยเหลือผู้คนที่สังคมส่วนใหญ่พากันลืมเลือน ผู้คนที่ไม่มีโอกาส สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นคือ สมเด็จพระราชินีได้คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่คนยากไร้ ที่มิได้รับความใส่ใจจากผู้ใด ข้าพเจ้าเชื่อว่าในสายพระเนตรของพระองค์ ผู้ที่ยากไร้ก็เป็นคนไทยที่พระองค์ทรงรัก ข้าพเจ้าเสียดายที่หลายครั้งโทรทัศน์ไม่อาจถ่ายทอดความรักความเอื้ออาทรของพระองค์ได้”

เมื่อได้อ่านได้ฟังแล้ว ก็นำมาซึ่งความซาบซึ้งตื้นตันใจในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เป็นล้นพ้น

ไม่ทรงยอมให้ประชาชนต้องผิดหวัง

เมื่อปี ๒๕๑๗ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงประสบอุบัติเหตุที่นิ้วพระบาท ทำให้พระดำเนินได้ไม่สะดวก แพทยท์เห็นควรงดพระราชกรณียกิจ แต่เนื่องจากในวันนั้นมีประชาชนเดินทางมาเฝ้ารับเสด็จจำนวนมาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ มีพระดำริจะไม่ทรงยอมให้ประชาชนที่อุตส่าห์มาเข้าเฝ้าฯ ด้วยหวังจะเห็นพระราชินีสักครั้งต้องผิดหวัง จึงสู้ใช้ธารพระกร (ไม้เท้า) เสด็จพระราชดำเนินไปทรงมีพระราชปฏิสันฐานด้วยประชาชนที่มาเฝ้าฯ สร้างความปลาบปลื้มแก่ประชาชนเป็นอันมาก สมกับพระราชดำรัสที่ว่า

“พระมหากษัตริย์และพระราชินีของประเทศไทยมีความใกล้ชิดกับประชาชนมาโดยตลอดจริงๆ ประชาชนมักจะมองพระมหากษัตริย์ดังพ่อของแผ่นดิน .. นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมเราจึงไม่มีชีวิตส่วนตัวมากนัก เพราะประชาชนได้พิจารณาเราในฐานะเป็นพ่อและแม่ของแผ่นดิน ดังนั้น เราจึงอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับประชาชน” พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙

ดวงใจของพ่อแห่งแผ่นดิน

นับตั้งแต่แรกพบ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงเป็นดั่งพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาโดยตลอด มีหลายเรื่องราวเกี่ยวกับความรักของทั้งสองพระองค์ที่ทำให้ลูกๆ หรือประชาชนของประองค์ประทับใจ เช่น  เหตุการณ์เมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปส่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ และสมเด็จพระบรมฯ (ในหลวงรัชกาลที่ 10) เสด็จฯ ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจยังต่างประเทศ มีภาพวิดีทัศน์เผยให้เห็นถึงสายพระเนตรที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงทอดพระเนตรพระราชินีของพระองค์ด้วยทรงอาลัยอาวรณ์ รวมถึงจับพระหัตถ์เอาไว้ไม่ทรงยอมปล่อย

ครั้งนั้นแอร์โฮสเตสที่ปฏิบัติหน้าที่ส่งเสด็จฯ เล่าว่า ได้ยินในหลวงตรัสกับพระราชินีว่า “เธออย่าจากฉันไปนานนะ” ได้ยินดังนี้แล้ว ในฐานะประชาชนที่เป็นดังลูกๆ ของพ่อและแม่ก็ซาบซึ้งประทับใจในความรักที่ทั้งสองพระองค์ทรงมีต่อกันเป็นอย่างยิ่ง

ข้อมูลและภาพจาก FB : ลุงประยุทธ์สุดหล่อ www.kapook.com

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 หาดูยาก อยากให้คนไทยได้ดู