สิงโต นำโชค คำราม ข้ามฟ้านำเพลงดังไกลสู่ระดับสากล

328
สิงโต นำโชค

สิงโต นำโชค

รับตำแหน่งใหม่ โค้ช THE VOICE คุณพ่อลูกแฝด และเรื่องราวร้อยแปดในชีวิต

กว่าที่ สิงโต นำโชค จะเว้าวอนให้คนฟังเพลงหยุดอยู่กับที่ด้วยคำว่า “อยู่ต่อเลยไหม” ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย จากวันนั้นมาถึงวันนี้เสียงเพลงจากบทเพลงของเขาเอง ได้นำพาเขาท่องไปในทุกหนแห่ง ทั้งในฐานะนักร้อง นักดนตรี พิธีกร โค้ชการแข่งขัน ร้องเพลงที่โด่งดังที่สุดในประเทศตอนนี้ และล่าสุดคือการข้ามฟ้านำเพลงไปเผยแพร่ในระดับสากล

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีด้วยที่ภรรยาตั้งท้องลูกฝาแฝด

“ครับ ตอนแรกก็ตกใจว่า เป็นไปได้อย่างไร จริงๆ กะว่าจะมีลูกอีกแค่คนเดียว แต่พอได้ลูกแฝดก็ดีใจ เช็กไปเช็กมาพบว่าลูกพี่ลูกน้องผมก็เคยมีลูกแฝด คิดว่าคงเป็นกรรมพันธุ์ รู้เพศแล้วว่าได้ลูกชาย ถามว่าแพลนการเลี้ยงไว้ยังไง ไม่ได้แพลน ต้องศึกษาไปเรื่อยๆ วางแผนมากไป เดี๋ยวเครียด เรื่องลูกบางคนแพลนนู่นแพลนนี่ ทำให้ไม่กล้ามีเสียที แต่จริงๆ แล้วเมื่อมีลูก ลูกจะค่อยๆ สอนเราว่าควรเดินไปทางไหนและเริ่มอย่างไร อยากบอกว่าถ้าใครอยากมีลูกมีได้เลย ไม่ต้องกังวลมากเกินไป อย่างผมตอนนี้ก็มีลูกชาย 3 คนเลย คิดว่า ลูกสาวก็ได้ ลูกชายก็ได้ ไม่ซีเรียส”

สิงโต นำโชค

ทราบว่ามีแพลนทำเพลงสากล เป็นโปรเจ็กต์พิเศษที่ทำระหว่างค่าย What the Duck กับ Karma Studio 

“คุณคริสเจ้าของ Karma Studio เป็นชาวอังกฤษ เขาทำงานเกี่ยวกับแวดวงดนตรีที่อังกฤษ เขาชอบเมืองไทยเลยย้ายมาอยู่ที่นี่ เปิดห้องอัด คุณคริสไปได้ยินเพลงผมบนเครื่องบิน เขาเคยคิดอยากจะทำเพลงให้ศิลปินไทยที่ร้องเพลงสากลได้เลยโทร.มาที่ค่าย What the Duck เลย หลังจากนั้นก็ได้ทำเพลงภาษาอังกฤษด้วยกัน เริ่มจากไปเปิดตามวิทยุที่ลอนดอนก่อน แนวเพลงก็เป็นสไตล์สิงโตนี่แหละ แค่เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ เนื้อเพลงก็ให้คนอังกฤษแต่ง คนแต่งเขามีประสบการณ์ทางด้านเขียนเพลงให้ศิลปินที่อังกฤษอยู่แล้ว มีคนมาโปรดิวซ์ให้ มิกซ์เพลงให้ แต่ให้เกียรติใช้ชื่อเราเป็นศิลปิน ปล่อยซิงเกิ้ลออกไปแล้วชื่อเพลง Miss You จะหมู่จะจ่าเดี๋ยวรายงานให้ฟ้งอีกที”

เป็นนักร้องที่แต่งเพลงเอง ทำดนตรีเอง บรรยากาศแบบไหนหรือสถานที่แบบไหนที่ทำให้การแต่งเพลงลื่นไหลที่สุดหรือเหมาะกับจริตเราสุด

“แล้วแต่ ไม่จำเป็นต้องเป็นริมทะเล แต่งในร้านกาแฟก็ได้ วันก่อนผมไปถ่ายภาพประกอบการสัมภาษณ์ลงนิตยสาร อยู่ๆ คิดเพลงออก ผมก็รีบเอาโทรศัพท์มาวางแล้วอัดเลย บางทีก็ไปนั่งแต่งเพลงกับพี่ตั้มและพี่กิจจ๊าซ โปรดิวเซอร์ของผม เพลงที่แต่งด้วยกัน 3 คนก็มี เพลงที่แต่งคนเดียวก็มี”

สุนทรภู่แต่งกลอนพร้อมกับดื่มสุรา สิงโตนี่ทราบว่า แต่งพร้อมกับการดื่มกาแฟดำ

“ไม่เสมอไปครับ เพียงแต่คนที่พาผมมาทำอัลบั้มเคยเปิดร้านกาแฟชื่อ Anything Goes ที่ภูเก็ต ผมชอบไปนั่งเล่นและแต่งเพลงที่ร้านเขา เลยรู้จักกับพี่นิตติ้ง เจ้าของร้านกาแฟซึ่งเป็นพี่สาวของพี่กิจจ๊าซ หลังจากร้านกาแฟปิดตัวลง แกก็ขึ้นมาทำค่ายเพลงที่กรุงเทพฯ แล้วก็โทร.มาชวนผมไปทำอัลบั้มด้วย ผมชอบดื่มกาแฟ แต่ไม่ถึงกับดื่มตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนแป้งโกะ (หัวเราะ)”

สิงโต นำโชค

อย่างซิงเกิ้ล ป.ล. คิดถึง นี่ได้แรงบันดาลใจจากไหน

ป.ล. คิดถึง เป็นเพลงที่แต่งกัน 3 คน มีพี่ตั้ม พี่กิจจ๊าซ โมโนโทน และผม เพลงแนวนี้มักจะเริ่มจากดนตรีก่อน คุยกันก่อนว่าจะให้ดนตรีไปทางไหน เราคิดว่าจะใช้คำว่า Just Have Fun with It เป็นแนวทางในการทำงานอัลบั้มชุดที่ 3 นี้ ทุกคนต้องสนุกไปกับมัน ในส่วนของเนื้อเพลง ผมอยากเขียนอะไรที่ง่ายๆ พอดีช่วงนั้นเพิ่งเสร็จจากการพักทำอัลบั้มไปประมาณ 2 เดือน เริ่มรู้สึกคิดถึงบรรยากาศคอนเสิร์ตและการทัวร์ที่มีคนมาเฮเยอะๆ เนื้อเพลงจึงเป็นการเล่าถึงบรรยากาศ ความคิดถึง ว่าด้วยเรื่องของคนที่ไม่ได้เจอกัน แต่กำลังจะได้เจอ “หวังว่าจะยังไม่ลืมกัน” แทนที่จะส่งเป็นจดหมายก็ทำเป็นเพลงส่งไปให้ฟัง ในคลื่นวิทยุก่อน พอเพลงเป็นที่รู้จัก เรามีงานจ้าง เราก็จะได้เจอกัน (หัวเราะ)”

เป็นเรื่องจริงหรือแค่เรื่องเล่าตลกๆ ที่ว่าถ้าโค้ชแสตมป์ไม่เตรียมตัวแต่งงาน คนดูรายการ The Voice ก็อาจจะไม่ได้เห็นหน้าโค้ชสิงโต

“ก็อาจจะเป็นเรื่องจริง เพราะโค้ชแสตมป์ทำดีมาตลอด 3 ซีซั่น คนดูจึงยังชื่นชอบและรอดูเขาอยู่ ถ้าผมเป็นคนดูก็รู้สึกอยากดูพี่แตมป์ต่อ แต่บังเอิญ แกมีแพลนเรื่องแต่งงานและมีภารกิจอะไรของแก ผมเองก็รู้เท่าที่ทุกๆ คนรู้ ไม่ได้ถามอะไรลึก เดี๋ยวแกเตะเอา (หัวเราะ) จริงๆ มันก็เหมือน The Voice เมืองนอกที่มีการเปลี่ยนคนได้ แต่บ้านเราเพิ่งเริ่มเปลี่ยนเลยเป็นเรื่องเป็นราวนิดหนึ่ง คนดูทางบ้านก็อาจจะสงสัยว่าทำไมถึงเปลี่ยน”

กดดันไหมครับที่ถูกมองว่าเข้ามาแทนที่

“ไม่กดดันเลยครับ เพราะมันไม่ใช่การแทนที่ ทางรายการแค่เอาเก้าอี้ตัวนั้นพักไว้แล้วเอาเก้าอี้อีกตัวมาวาง มันเป็นคนละตัว ชื่อที่แปะอยู่ตรงหลังเก้าอี้ก็คือคำว่าสิงโต ไม่ใช่แสตมป์ ตอนพี่แสตมป์ออกเขาก็เอาเก้าอี้ของเขาไปด้วย เขาแค่ไปทำธุระของเขา ถ้าเขาพร้อมจะกลับมา เขาก็แค่เอาเก้าอี้ของเขามาวาง มันสลับสับเปลี่ยนกันได้เหมือน The Voice เมืองนอกที่โค้ชออกไปแล้วก็กลับเข้ามาได้ เป็นสีสันที่แตกต่างออกไปจากเดิม”

สิงโต นำโชค

คอมเมนต์จากคนดูเกี่ยวกับการทำหน้าที่โค้ชของสิงโตที่เขาพูดกันคือ พูดเยอะกับหาทางลงไม่เจอ

“เวลาถ่ายรายการเราต้องพูดอยู่แล้ว ถ้าไม่พูด ทางรายการจะไม่มีอะไรไปตัด โค้ชแต่ละคนมีหน้าที่พูดหรือยิงมุกตู้มๆ เพื่อให้รายการไปเลือกได้ว่าตรงนี้ดี ตรงนี้ไม่เอา ทีมงานเขารู้จักผมดี เขารู้ว่าไอ้นี่พูดมาก กวน อันไหนที่เขาชอบเขาก็เลือกมาใส่ แต่มันจะยากตรงคนดูที่ไม่รู้จักผม เขาจะรู้สึกว่ามันพูดอะไรของมัน พูดไปเรื่อยๆ”

ถ้าไม่ได้เป็นสิงโต นำโชค อย่างทุกวันนี้ คิดว่าจะมาแข่งขันที่เวที The Voice ไหม

“คิดว่ามา ยังเคยคิดเล่นๆ อยู่เลยว่าถ้าทุกวันนี้ยังอยู่ที่ภูเก็ตแล้วมีแข่งขัน ผมก็จะมาสมัคร ผมว่ามันคือโอกาสที่คนทั้งประเทศจะได้เห็นความสามารถของเรา คนมีความสามารถและมีฝืมือถ้าไม่มาแสดงให้ใครเห็นก็ไม่มีคนเห็น การก้าวมาทำงานตรงนี้บางคนใช้วิธีประกวด บางคนแต่งเพลง สร้างเพลงแล้วค่อยทำอัลบั้มออกมา มันมีหลายวิธีแต่ถ้ามาแข่งที่ The Voice มันมีคนเห็นคุณแน่ๆ และถ้าทำได้ดีคุณได้ไปต่อแน่ๆ ผมเองถ้าไม่ได้มาเป็นนักร้องเหมือนทุกวันนี้ ก็คงไม่รู้ว่าความสามารถของเราอยู่ระดับไหน ก็อยากจะลองสักครั้งหนึ่งว่าเป็นไง เราจะทำได้ไหม เป็นการวัดตัวเองด้วย

สมมุติว่าเป็นนักร้องเล่นในผับ เล่นเป็น 10-20 เพลงเลยต่อคืน แต่เราไม่เคยใส่ใจกับมันสักเพลง เพราะคิดว่าไม่มีคนตั้งใจฟัง ปกติคนที่มาเที่ยวเขาก็จะนั่งคุยกัน กินเหล้า ชนแก้ว พอเมาก็ลุกมาเต้น ไม่ค่อยมีใครฟังนักร้องร้อง มันเลยทำให้นักร้องคนนั้นไม่ได้ใส่รายละเอียดโน้ตหรืออะไรๆ ที่ร้องออกมา ซึ่งถือว่า ผิด  จริงๆ นักดนตรีควรใส่ใจและเคารพอาชีพที่ตัวเองเล่น แต่พอเล่นแล้วไม่มีใครฟัง กำลังใจที่จะมาลงรายละเอียดในทุกเพลงมันก็หมด เลยร้องแบบเฉลี่ยๆ แต่ที่รายการ The Voice โค้ชตั้งใจฟังทุกโน้ต คนที่มาแข่งจึงใส่ทุกรายละเอียดในเพลงเพื่อทำให้มันตู้ม สังเกตว่าคนที่มาสมัครจะอินมาก เพราะเขาร้องแล้วมีคนฟังและคนอินทั้งประเทศ”

สิงโต นำโชค

ถ้าจะบอกว่าทุกคนสามารถนำโชคให้กับตัวเองได้ หากมีความมานะพยายาม คิดเห็นยังไงกับความคิดนี้

“ครับ เห็นด้วยครับ อย่างที่ผมบอกตั้งแต่แรกเรื่องพรสวรรค์ สุดท้ายมันก็คือ ความชอบ ความพยายามของเราเองว่ามีมากแค่ไหน ทุกอย่างต้องเริ่มจากความชอบก่อน พอชอบแล้วมันจะทำให้เรามีพรสวรรค์ขึ้นมาเอง ชอบแล้วต้องเชื่อว่าเราทำได้ เชื่อเสร็จลงมือทำ พอคนเราชอบ เชื่อ ลงมือทำ เมื่ออุปสรรคเข้ามา เช่น ทำแล้วไม่เวิร์ค โดนด่า ให้คิดว่าสิ่งเหล่านั้นคือขั้นตอนที่ทำให้เราโตขึ้น เหมือนฝนเหมือนปุ๋ยที่สาดใส่เรา มันอาจจะเปียก แฉะและเค็มหน่อย แต่ก็ทำให้เติบโต “ชอบ เชื่อ ทำ” พอสิ่งที่เราทำมันเริ่มโดน จง “อย่าหยุดเชื่อ” และ “อย่าหยุดทำ” เพียงเท่านี้ก็ไปถึงเป้าหมายได้อย่างแน่นอน”

Text: สหัสวรรษ ใฝ่เจริญ / Photo: JoJoJae

ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์เต็มๆ ได้ในคอลัมน์ Talk-a-tive นิตยสารสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 1 พฤศจิกายน 2558