THE DHAMMA MAN อุ๋ย บุดด้าเบลส

169

ถ้าเป็นไปได้ อยากให้คุณอ่านบทสัมภาษณ์นี้โดยไม่ต้องทราบล่วงหน้าว่าคนที่สุดฯ คุยด้วยคือใคร อยากปิดชื่อ ไม่เอ่ยถึงผลงานหรือข่าวที่จะทำให้คุณเดาได้ แล้วค่อยไปพบคำเฉลยตอนจบคิดหาวิธีนำเสนออยู่นาน แต่ก็ไม่ง่ายที่บทสัมภาษณ์หนึ่งจะไร้ภาพถ่ายแล้วมีเพียงเฉพาะตัวหนังสือยาว10 หน้า อย่างที่รู้กันว่าคนสมัยนี้ชอบอะไรที่เข้าใจง่าย ดึงดูด และใช้เวลาในชีวิตอยู่หรือทำสิ่งนั้นไม่นานพร้อมเลื่อนหนีหรือพลิกผ่านหากสายตาตัดสินแล้วว่าไม่น่าสนใจ

เหตุแห่งการคิดจะทำแบบนี้เพราะการได้สนทนากับ อุ๋ย บุดด้าเบลส หรือ นทีเอกวิจิตร ทำให้คิดว่าคนเราไม่ควรตัดสินคนจากภายนอกจริงๆ ไม่ว่าจากการแต่งตัวหน้าตา หรือภาพลักษณ์ที่เห็น หากคุณได้เคยเห็นเขาในฐานะนักร้องที่มีแนวเพลงเฮฮาปาร์ตี้อาจคิดไปได้ว่าเขาคงเป็นเหมือนมนุษย์ค่อนโลกที่ขลุกกับกิเลส และไกลจากธรรมะซึ่งเราก็เคยคิดกับเขาเช่นนั้น ไม่นานมานี้มีกรณีที่เขาออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องวัดวัดหนึ่ง นั่นทำให้มองเห็นภาพอีกด้าน โดยเฉพาะความรู้ลึกที่มีต่อพุทธศาสนาและยิ่งเห็นชัดจากการสนทนาครั้งนี้ ถ้าให้อ่านคำที่เขาตอบสัมภาษณ์ คุณอาจจะไม่คิดเลยว่านี่คือคนคนเดียวกับที่เห็นใส่ชุดสีเหลือง ทำผมฟู กระโดดโลดเต้นร้องเพลง “อยู่ในปาร์ตี้ร้อนอย่างกับ Fire” คนนั้น แต่อาจจะคิดไปได้ว่าเรากำลังสนทนากับคนวัยห้าหกสิบที่เข้าวัดเป็นนิจคนนุ่งขาวห่มขาว หรือพระสงฆ์สักรูปอยู่

ว่าไหมครับ เอ่ยชื่อ “อุ๋ย บุดด้าเบลส”คนจะนึกถึงเรื่องศาสนามากกว่าเพลงแล้ว
ก็คงแค่ช่วงนี้ที่เป็นกระแสข่าวขึ้นมา คนที่เขาไม่รู้เรื่องและไม่ได้ดูข่าวก็เยอะนะครับ คิดว่าคงเป็นกระแสสังคม เหมือนจุดพลุแล้วหายไป แล้วก็มีเรื่องใหม่ขึ้นมา ผมไม่ได้ซีเรียสอะไร

ส่วนหนึ่งเพราะยังไม่มีซิงเกิ้ลใหม่

ใช่ครับ ล่าสุดผมออกเพลง เพื่อนหายเพราะขายอ้อม ออกมา หลังจากนั้นไม่นานในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต เลยหยุดไป แล้วก็ไม่ได้ออกอะไรอีก ตอนนี้ผมทำเพลงอัลบั้มเดี่ยวอยู่ ว่าจะออกๆ แต่เลื่อนไปก่อน กลัวว่าเดี๋ยวจะกลายเป็นว่าที่ผมออกรายการแล้วพูดเรื่องธรรมกายเพราะอยากสร้างกระแสให้ตัวเอง ทั้งๆ ที่ไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย ถ้าใครติดตามเฟซบุ๊กของผมจะเห็นว่าผมโพสต์เรื่องธรรมกายมานานมาก มีทั้งเรื่องการเมืองและศาสนา ผมชอบติดตามข่าว อาชีพหนึ่งที่อยากทำมากแต่ไม่มีโอกาสได้ทำคือ เป็นคนวิเคราะห์ข่าวเรื่องศาสนา เป็นเรื่องที่อินมานานคลุกคลี แล้วผมก็มีประสบการณ์แบบเฉียดๆ กับวัดพระธรรมกายมาก่อน ได้ศึกษามา ไม่อย่างนั้นคงไม่สุ่มสี่สุ่มห้าออกมาพูด

บอกว่าจะออกอัลบั้มเดี่ยว เเล้ววงบุดด้าเบลสล่ะครับ

ทุกวันนี้เราก็ยังออกทัวร์คอนเสิร์ตกันอยู่นะครับผมไม่ถนัดทำอาชีพอื่น ให้ไปค้าขายก็ไม่ถนัดอาชีพในวงการอย่างเล่นหนังเล่นละครผมก็เล่นได้แต่สิ่งที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องรอคนอื่นจ้างคือการทำเพลง เป็นสิ่งที่ทำมาตั้งแต่แรก ผมยังมีความสุขกับการทำมันมาก ส่วนเพื่อน ๆ…อาจจะหมดไฟกันบ้าง เขามีนู่นมีนี่ทำกัน อย่างเอ็ม(กิตติพงษ์ คำสาตร์) เขาก็ทำงานศิลปะ ช่วยสัตว์ที่ถูกทิ้ง เขามุ่งมั่น ส่วนโต้ง (สุรนันต์ ชุ่มธาราธร)ก็ทำโปรดักชั่นถ่ายภาพ มีทีมทำงานของเขา แต่ละคนก็มีจุดสนใจของตัวเอง แต่จุดสนใจของผมไม่ได้เป็นอย่างอื่น แล้วผมก็เป็นคนที่ทำเป็นหลักตั้งแต่
แรก ในเมื่อตอนนี้ผมพร้อมทำคนเดียวก็ทำไปก่อน

สังเกตว่าตอนนี้คุณดูนิ่งขึ้นผมเหมือนคนสองบุคลิก เวลาสนุกก็สนุกเลยเวลาซีเรียสก็ซีเรียส แล้วชอบอยู่ผิดที่ ตอนเขา
ซีเรียสกันผมชอบเล่นบ้าบอ แต่ตอนเขาบ้าบอผมกลับจริงจัง แต่หลังๆ เริ่มเข้าที่เข้าทาง รู้ว่าเวลาไหนควรซีเรียสหรือควรเล่น เหมือนไม่มีสีเทา มีแต่ขาวกับดำอยู่ในตัวมันเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ด้วย ผมเลิกสิ่งเสพติดมึนเมามาได้สิบกว่าปีแล้วตั้งแต่ออกอัลบั้มแรก แต่ภาพลักษณ์กับแนวดนตรีมันอยู่ในผับบาร์และสถานที่ที่อึกทึกครึกโครม เวลาขึ้นคอนเสิร์ต
ก็พูดจาภาษาวัยรุ่น มีหยาบคายบ้าง สำหรับผมมันไม่ใช่การสร้างภาพ เหมือนเราคุยกับผู้ใหญ่ก็ภาษาหนึ่ง คุยกับเพื่อนฝูงเพื่อนสนิทและคนวัยเดียวกันก็ภาษาหนึ่งฟีดแบ็กหลังจากไปออกรายการ ต่างคนต่างคิด เป็นอย่างไรบ้างมีแฟนคลับอายุสี่สิบกว่าจนถึงห้าสิบหกสิบเพิ่มขึ้นเยอะมาก (หัวเราะ) ออกไปข้างนอกเจอคุณพี่คุณป้าคุณตาคุณยายเข้ามาคุยด้วย บางคนไม่รู้จักบุดด้าเบลส มาก่อน บางคนอาจจะเคยเห็นบ้างจากละคร แต่ไม่ได้ติดตามเพลงเพราะไม่ใช่แนวที่เขาฟัง พอเจอก็เข้ามาชื่นชม มาขอถ่ายรูปด้วยแต่ผมมองโลกสองด้าน คนที่ไม่ชอบผมตอนไปออกรายการดีเบตเรื่องธรรมกายก็มี แต่เขาก็ไม่ได้มาแสดงกิริยามารยาทที่ไม่ดีใส่เวลาเจอในที่สาธารณะจะมีก็แต่ในโซเชียลมีเดียที่….มันไม่เจอหน้าเจอตัวก็หยาบคายใส่ได้เต็มที่ตามสไตล์ เป็นทางนั้นมากกว่าที่ระราน แต่ในโลกของความจริงมีแต่คนดีๆ เข้ามา

อ่านเรื่องของอุ๋ยได้ที่หน้า 2 ค่ะ